
ในยุคที่ทุกคนพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ ChatGPT ช่วยทำงาน หรือการให้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ประเทศไทยดูเหมือนจะตื่นตัวกับเทคโนโลยีนี้อย่างมาก แต่หากเรามองลึกลงไปในระดับโครงสร้างพื้นฐานและนโยบาย แท้จริงแล้ว ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนในสมรภูมิ AI โลก?
จากเวทีเสวนาและพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) ล่าสุดระหว่าง สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ได้สะท้อนภาพความจริงที่ทั้งน่ากังวลและมีความหวังไปพร้อม ๆ กัน
ข่าวดีคือประเทศไทยมีความตื่นตัวเรื่องนโยบาย เรามีแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2565 และการนำ AI ไปใช้ในภาครัฐก็ถือเป็นจุดแข็ง แต่ข่าวร้ายที่ไม่อาจมองข้ามคือ ขีดความสามารถทางดิจิทัลของเราในเวทีโลกกำลังถดถอย ดัชนี IMD World Digital Competitiveness ของไทยร่วงลงอย่างต่อเนื่อง

ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้อำนวยการ สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า การลงทุนจากภาคเอกชนในด้าน AI ของไทยอยู่ในอันดับที่ 53 จาก 60 กว่าประเทศทั่วโลก ซึ่งถือว่าต่ำมาก เรากำลังเผชิญกับสภาวะที่เราเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีมาใช้ เราตื่นเต้นกับการนำเข้า AI จากต่างประเทศมาสนับสนุนธุรกิจ แต่แทบจะไม่มีการพูดถึงการสร้างรากฐานหรือการลงทุนพัฒนา AI ของตัวเองอย่างจริงจังในประเทศ นอกจากนี้ งบประมาณการวิจัยของประเทศกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี กลับมีสัดส่วนที่ลงมาถึงเรื่องดิจิทัลและ AI น้อยมาก และไม่มีโปรเจกต์เรือธงด้าน AI ที่ชัดเจน
ในด้านโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยยังขาดแผนแม่บท (Roadmap) ด้าน Data Center ที่ชัดเจน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการประมวลผล AI ทำให้ BOI ต้องลดนโยบายส่งเสริมการลงทุนด้าน Data Center ลง เพราะโครงสร้างพื้นฐานตามความต้องการของ Data Center ไม่ทัน ทำให้การดึงดูดการลงทุนด้านนี้เสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนวิกฤตด้านบุคลากรก็หนักไม่แพ้กัน ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค (NECTEC) ระบุว่า ความต้องการบุคลากรด้าน AI ของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในปัจจุบันพุ่งทะยานไปถึงระดับหลายแสนคนแล้ว แต่มหาวิทยาลัยในไทยสามารถผลิตบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้าน AI ได้เพียงปีละประมาณ 1,500 คนเท่านั้น ปัญหาหยั่งรากลึกไปถึงระดับมัธยมศึกษา ที่เด็กนักเรียนสายวิทยาศาสตร์มีจำกัด และส่วนใหญ่เลือกเรียนสายการแพทย์ ทำให้เหลือบุคลากรเข้าสู่สายไอทีน้อยมาก ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไข อาจถึงขั้นต้องพิจารณานำเข้าแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติ
ในมุมมองของผู้ประกอบการ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น แต่ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง คุณเอกราช ปัญจวีณิน จาก True Corporation ชี้ให้เห็นว่า การนำ AI มาใช้นั้นไม่ได้มาเดี่ยว ๆ แต่ต้องผสานกับเทคโนโลยีอื่น และ การตัดสินใจทางธุรกิจในอนาคตจะขับเคลื่อนด้วยความเร็วระดับเครื่องจักร

ขณะที่ คุณทนงเกียรติ สุขวัฒน์ จาก Gosoft เน้นย้ำว่า การเริ่มใช้ AI ไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ แต่เริ่มจากการแก้ปัญหาพื้นฐานเพื่อลดเวลาการทำงาน แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องระวังอย่างยิ่งคือข้อมูล หากข้อมูลตั้งต้นไม่ดี AI ก็จะให้ผลลัพธ์ที่ผิดเพี้ยน นำไปสู่ปัญหาด้านธรรมาภิบาลข้อมูล และกฎหมาย PDPA

เพื่ออุดช่องโหว่เหล่านี้ การลงนาม MOU “โอกาสธุรกิจไทยยุค AI” จึงเป็นก้าวที่สำคัญ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ชูประเด็นอธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technological Sovereignty) ซึ่งหมายถึงการที่ประเทศไทยต้องสามารถออกแบบ พัฒนา และกำกับดูแลระบบ AI ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่วัดแค่ปริมาณการใช้งาน โดย สวทช. ได้ลงทุนสร้างแพลตฟอร์ม AI for Thai และ “ปทุมมา (Pathumma)” โมเดลภาษาขนาดใหญ่สำหรับภาษาไทยไว้รองรับแล้ว
แผนปฏิบัติการร่วมในปี 2569 ของทั้ง 3 หน่วยงาน ได้กำหนดเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม ได้แก่:
โดยม.ร.ว.นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทยเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือของทั้ง 3 องค์กรหลักจะเป็น แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถคว้าโอกาสจากยุค AI และนำมาใช้พัฒนาการประกอบธุรกิจ การดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ประเทศไทยอยู่รอดในยุค AI ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยสภาดิจิทัลฯ จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันให้เกิดการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปปรับใช้จริงในเชิงพาณิชย์

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งเรื่องงบประมาณการวิจัย, กฎหมายสนับสนุนความมั่นคงทาง AI, แผนแม่บท Data Center และการปฏิรูประบบการศึกษาก็เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลและวางแผนในระยะยาว ก่อนที่เราจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอนาคต





