
วงการเทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความย้อนแย้งครั้งใหญ่ นั่นคือการที่หลายบริษัทสามารถทำรายได้ทุบสถิติ แต่กลับตามมาด้วยการเลิกจ้างพนักงานครั้งมโหฬาร หนึ่งในคำอธิบายที่เป็นไปได้สำหรับปรากฏการณ์นี้คือ บรรดาผู้บริหารระดับสูง โดยเฉพาะซีอีโอ กำลังเผชิญกับภาวะหลงผิดจากการใช้งาน AI ที่ Aaron Levie ผู้ก่อตั้ง Box ได้นิยามคำนี้ไว้บนแพลตฟอร์ม X อย่างเจ็บแสบว่า AI Psychosis (ภาวะหลงผิดจาก AI)
“ซีอีโอคือกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อภาวะ AI Psychosis มากที่สุด เพราะพวกเขาอยู่ห่างไกลจาก ‘งานในไมล์สุดท้าย’ (Last mile of work) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการรีดมูลค่าที่แท้จริงออกมาจาก AI”
Aaron Levie
ทฤษฎีของ Levie ชี้ให้เห็นว่า ซีอีโอส่วนใหญ่ชอบลงมาเล่น AI ด้วยตัวเอง ทดลองทำโปรโตไทป์ สร้างสื่อ หรือลองทำงานแทนคนจริงแบบไม่กี่ครั้ง พอได้ผลที่ตัวเองพอใจ ก็ทึกทักไปเองว่า AI Agents จะสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด
แต่ในความเป็นจริง ผู้บริหารระดับสูงเหล่านี้ไม่ใช่คนที่ต้องมานั่งไล่ตรวจสอบรายละเอียดความถูกต้อง ตรวจโค้ดหาบั๊ก หรือคอยเช็กว่า AI แอบอ้างอิงคลังข้อมูลที่มันหลอนขึ้นมาเองหรือไม่ และก็ไม่ได้คอยประสานผลจาก AI เข้ากับระบบการทำงานจริง ไม่ได้เห็นจนจบกระบวนการทำงานว่างานจาก AI สร้างผลกระทบเชิงบวกหรือลบในลูปการทำงานทั้งกับคนภายในและภายนอกบริษัทอย่างไรบ้าง
พูดง่ายๆ ก็คือ ซีอีโอหลายคน ไม่เข้าใจกระบวนการทำงานหน้างานดีพอ ว่าสิ่งไหนสามารถใช้ระบบอัตโนมัติทำแทนได้จริงหรือไม่ได้จริง แต่นั่นก็ไม่ได้หยุดยั้งให้พวกเขาตัดสินใจลดคน
ความหลงใหลใน AI นี้ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานอย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลของ Layoffs.fyi แพลตฟอร์มติดตามการเลิกจ้างในอุตสาหกรรมเทค ระบุว่าเพียงแค่ 5 เดือนแรกของปี 2569 มีการเลิกจ้างพนักงานไปแล้วถึง 115,430 คน จาก 152 บริษัท ซึ่งเกือบจะเท่ากับยอดเลิกจ้างตลอดทั้งปี 2568 (ที่มียอดสะสม 124,636 คน จาก 275 บริษัท)
บริษัทส่วนใหญ่ต่างอ้างว่าเหตุผลในการลดคนคือการนำ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่หลายฝ่ายมองว่านี่เป็นเพียงการกระทำแบบ AI Washing หรือการอ้างชื่อ AI เพื่อบังหน้าการตัดสินใจทางธุรกิจอื่น ๆ ซึ่งความจริงอาจต้องการลดคนเพราะวงการไอทีจ้างคนจำนวนมากในช่วงโควิทก็ได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Zeb Evans ซีอีโอของ ClickUp สตาร์ตอัปด้านซอฟต์แวร์เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ที่ออกมาประกาศอย่างภูมิใจว่าเขาได้เลิกจ้างพนักงานไปถึง 22% (เกือบ 1 ใน 4 ของบริษัท) หลังจากปล่อย AI Agents ราว 3,000 ตัวเข้ามาทำงานภายใน โดยเขาเชื่อว่าโมเดลนี้จะสร้างองค์กรที่เติบโตได้ถึง 100 เท่า (100x org) โดยให้มนุษย์ทำหน้าที่แค่คอยคุมและตรวจงานของ AI เท่านั้น
แม้ซีอีโอจะวาดฝันไว้สวยหรู แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และผลงานวิจัยกลับไม่ได้สนับสนุนสมมติฐานเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย:
รายงานจาก Harvard Business Review เตือนว่า เมื่อทุกคนหันมาใช้ AI เพื่อปั๊มผลงานและผลิตงานออกมาในปริมาณมหาศาลคอขวดของการทำงานจะไม่ได้อยู่ที่พนักงานอีกต่อไป แต่มันจะย้ายไปอยู่ที่ตัวผู้บริหารเอง ที่ต้องมานั่งคอยอนุมัติและตรวจสอบงานมหาศาลเหล่านั้น ซึ่งก็เกิดเคสอย่างกรณี Starbucks เกาหลีใช้ AI สร้างแคมเปญการตลาด แต่คนไม่ได้ตรวจสอบจนเกิดเรื่องมาแล้ว
หากซีอีโอยังไม่พร้อมรับมือกับปริมาณงานที่พุ่งกระฉูดจากการอนุมัติของ AI และยังดื้อดึงที่จะตัดพนักงานที่เป็นตัวกรองหน้างานจริงออกไป ผลลัพธ์สุดท้ายของภาวะ AI Psychosis นี้ อาจไม่ใช่ความสำเร็จระดับ 100 เท่าอย่างที่ฝันไว้ แต่เป็นความโกลาหลครั้งใหญ่ขององค์กรที่ยากจะควบคุม
อ้างอิง: Techcrunch





