
หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในไทยเมื่อปี 2025 ระบบ Cell Broadcast Service (CBS) ที่ถูกพูดถึงในไทยมานานก็ได้รับการทดสอบอย่างจริงจัง และได้เริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ซึ่งทุกคนน่าจะเคยได้รับการแจ้งเตือนผ่าน Cell Boardcast กันมาแล้ว คำถามในตอนนี้จึงไม่ใช่เราจะได้ใช้งานเมื่อไหร่ แต่เป็น ใครเป็นคนกดปุ่ม? และ เราจะเชื่อถือการแจ้งเตือนได้แค่ไหน? วันนี้เราจึงได้คุยกับ คุณธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการแจ้งเตือนระดับชาติ ผู้อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจในนาทีวิกฤต พร้อมกางพิมพ์เขียวมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) เพื่อดูว่าประเทศไทยเตรียมรับมือกับภัยพิบัติในยุคดิจิทัลอย่างไร
เรากำลังอยู่ในโลกที่ปฏิทินแบบเดิมใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ภัยธรรมชาติคาดเดายากขึ้นและรุนแรงขึ้น คุณธีรพัฒน์ พูดถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ว่า

“ภูมิอากาศของเรา มันเปลี่ยนแปลงทุกปี ตอนนี้ฝนก็ไม่ได้ตกตามเดือนที่เราคิดว่าควรตกเหมือนสมัยอดีตแล้ว แล้วน้ำท่วมมันก็ไม่ได้เป็นเดือนที่ต้องควรท่วมเหมือนในอดีตแล้ว เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศก็เป็นส่วนสำคัญเลย ทำให้ต้องใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเราด้วย”
ระบบ CBS จึงถูกนำมาใช้เพื่อปิดช่องโหว่นี้ เพราะความสามารถในการส่งข้อความแบบระบุพิกัด โดยไม่ต้องรู้เบอร์โทรศัพท์ ทำให้การแจ้งเตือนมีความแม่นยำสูง หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย คุณจะได้รับข้อความทันที แต่หากคุณอยู่นอกพื้นที่ แม้จะห่างไปเพียงเขตเดียว คุณจะไม่ได้รับข้อความรบกวน ซึ่งช่วยลดความตื่นตระหนกในวงกว้างได้

เรามักโฟกัสที่ความเร็วหรือความเสถียรของระบบ แต่สำหรับผู้บริหารงานกู้ภัยระดับประเทศ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดกลับเป็นเรื่องจิตวิทยาหมู่ คุณธีรพัฒน์ ยอมรับว่าความเสี่ยงสูงสุดของระบบนี้ไม่ใช่เรื่องระบบล่ม แต่คือเรื่องความน่าเชื่อถือ
ความเสี่ยงคือความน่าเชื่อถือ ผมค่อนข้างกังวลเหมือนกัน ข้อมูลที่เราส่งออกไปมันมาจากการวิเคราะห์ และเราเชื่อมั่นว่าโอกาสที่จะเกิดภัยเหล่านั้นสูง หรือไม่ก็ตอนนี้เกิดอยู่
ธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ท่านอธิบดีขยายความในประเด็นนี้ไว้ว่าหากระบบเตือนภัยทำงานถี่เกินไปหรือพร่ำเพรื่อ คนจะเริ่มชินชา และมองว่าเป็นเรื่องปกติ จนเมื่อภัยมาถึงตัวจริง ๆ ก็อาจสายเกินไป
“บางทีเราไปเตือนคนที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้น อาจจะมองว่าฝนก็ตกปกติ กลายเป็นรูทีนซะงั้น อาจจะไม่มีความเชื่อถือว่า ก็เตือนมาอยู่เรื่อย เห็นตกๆ มา ก็ไปดูในน้ำ ในคลองก็ยังปกติ”
ดังนั้น การตัดสินใจกดส่งข้อความแต่ละครั้ง จึงต้องผ่านการกลั่นกรองอย่างหนักผ่าน War Room ที่บูรณาการข้อมูลจากทั้ง กรมอุตุนิยมวิทยา, GISTDA, และหน่วยงานเจ้าของข้อมูลอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อเสียงเตือนดังขึ้น ภัยนั้นต้องมีโอกาสเกิดสูงจริงๆ

แม้เราจะมีเทคโนโลยีทันสมัย แต่คุณธีรพัฒน์ย้ำว่า คนยังเป็นปัจจัยตัดสินใจที่สำคัญที่สุด การทำงานของระบบเตือนภัยไทยในปัจจุบัน จึงเป็นรูปแบบผสมกันระหว่างการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และใช้วิจารณญาณของมนุษย์ในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย
“ฐานข้อมูลมันจะต้องรวมศูนย์กันก่อน แล้วจึงทำให้ AI เข้าใจ จึงจะวิเคราะห์ว่าควรจะทำยังไง สุดท้ายเองก็ต้องพวกเรานี่แหละ ต้องช่วย AI วิเคราะห์ด้วย เราก็คงไปบอกว่า AI มันถูกทั้งหมด ก็คงจะไม่ใช่ ยังไงก็ต้องใช้คนมาช่วยเช่นเดียวกัน”
โดยกระบวนการทำงานจะเริ่มจาก:

ระบบ CBS ของไทยไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเตือนแค่น้ำท่วมหรือสึนามิเท่านั้น แต่ยังรวมถึง PM2.5 และภัยความมั่นคงอย่างเหตุกราดยิง ซึ่งในกรณีของฝุ่น PM2.5 ทาง ปภ. ก็มีกลยุทธ์การเตือนที่ระมัดระวัง เพื่อไม่ให้รบกวนชีวิตประจำวันมากเกินไป
“ฝุ่น PM เราก็จะไม่ได้เตือนแบบ 4 ชั่วโมง 5 ชั่วโมงเตือนที เราดูจากตรงนี้ ค่ามันขึ้นแดงนะ แล้วก็ยิงไปที่เขตนี้ ยิงไปที่จังหวัดนี้ แล้วก็เตือนครั้งเดียว เพื่อไม่ให้เป็นการตื่นตระหนกจนมากเกินไปนัก เพียงว่าให้มีการเตรียมตัวในการที่จะออกนอกบ้าน”
ในขณะที่ภัยจากเหตุรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ ระบบสามารถแจ้งเตือนแบบเจาะจงพื้นที่ (Hot Zone) เพื่อให้ประชาชนหลบซ่อน และพื้นที่รอบนอก (Warm Zone) เพื่อให้หลีกเลี่ยงเส้นทาง โดยไม่ต้องรอการอนุมัติที่ล่าช้าในสถานการณ์วิกฤต

เพื่อให้สามารถกระจายข้อมูลข่าวสารและแจ้งเตือนภัยไปยังประชาชน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมีช่องทางสื่อสารดังนี้
สาเหตุที่ ปภ. จำเป็นต้องมีช่องทางการแจ้งเตือนที่หลากหลายจำนวนมาก เป็นเพราะสภาพอากาศและภัยพิบัติมีความรุนแรงและคาดเดายากขึ้น จึงต้องอาศัยทุกช่องทางที่มีเพื่อให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติได้ทันท่วงที
ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ คุณธีรพัฒน์ได้พูดถึงทีมงาน ปภ. หรือที่ท่านเรียกว่า พวกเสื้อส้ม ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ระบบเทคโนโลยีเหล่านี้มีความหมาย เพราะในพื้นที่ที่สัญญาณไปไม่ถึง คนคือการเตือนภัยที่ดีที่สุด
“ผมจะเรียกพี่น้องๆ ในกรมเสมอว่า พวกเสื้อส้ม พวกท่านเหล่านั้น บางทีถนัดแต่ทำ ไม่ถนัดบอก ก็เลยดูเหมือนว่าไม่ค่อยเห็น ปภ. แต่จริงๆ แล้วในทุกภัย ทุกภารกิจ หรือภัยใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นมา คนกรม ปภ. อยู่ในนั้นทั้งหมด แต่เขาไม่ถนัดในการที่จะพูด แต่เขาถนัดในการที่จะทำ”
บุคลากรหลักของ ปภ. ในแต่ละกองหรือสายงานมีจำนวนไม่มากนัก มีประมาณแค่หลักสิบคน การทำงานของ ปภ. จึงเน้น การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายขนาดใหญ่ เช่น กองทัพเรือ ตำรวจน้ำ ภาคเอกชน และมูลนิธิต่างๆ เพราะภัยพิบัติขนาดใหญ่ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยหน่วยงานเดียว การทำงานร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการแข่งขันกับเวลาเพื่อช่วยเหลือประชาชน
โดยทีมเสื้อส้มมีหน้าที่ลงพื้นที่พร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือเฉพาะทาง โดย ปภ. มี ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตจำนวน 18 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีอุปกรณ์เตรียมพร้อมรับมือครอบคลุมตั้งแต่ไฟป่า อุบัติเหตุทางถนน ไปจนถึงภัยพิบัติขนาดใหญ่ ตัวอย่างเครื่องมือและบทบาทสำคัญ ได้แก่:





นอกจากสายปฏิบัติการลงพื้นที่แล้ว ทีมงานของ ปภ. โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ชุดเวรประจำศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ศภช.) ยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางระบบเตือนภัยตลอด 24 ชั่วโมงด้วย
เป้าหมายสูงสุดของระบบเตือนภัยไทยในสายตาของคุณธีรพัฒน์ ไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็วในระดับมิลลิวินาที แต่คือการลดช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชน
เราจะทำยังไง ให้ประชาชนเข้าถึงเราได้มาก ไม่มี Gap ระหว่างหน่วยงานและประชาชน
ธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ระบบ Cell Broadcast เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ความปลอดภัยของไทย แต่มันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่บอกว่า รัฐกำลังพยายาม “ส่งเสียง” ถึงเราให้เร็วที่สุด แม่นยำที่สุด เพื่อรักษาชีวิตของทุกคนไว้ เพราะในโลกของภัยพิบัติ “ข้อมูล” คืออาวุธที่สำคัญที่สุดในการเอาชีวิตรอดครับ






