
Drone กลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานในยุคนี้ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในหลายด้าน ทั้งการถ่ายภาพ การเกษตร ไปจนถึงการใช้งานระดับความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของชาติ ทว่าเบื้องหลังภาพการใช้งานที่แพร่หลายนั้น อุตสาหกรรมผู้พัฒนาและผลิตโดรนของไทยกำลังเผชิญกับข้อจำกัดและวิกฤตที่น่ากังวล

เราจะพาไปเจาะลึกสถานการณ์โดรนไทยผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่าน ได้แก่
ปัญหาใหญ่ในปัจจุบันคือโครงสร้างภาษีที่เอื้อให้การนำเข้าโดรนมาใช้งานในไทยนั้นง่ายดายกว่าการพัฒนาเอง โดย ดร.ช้าง ระบุว่าโดรนและชิ้นส่วนหลายรายการมีพิกัดภาษีนำเข้าเกือบ 0% เสียเพียงแค่ภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น ประกอบกับผู้ผลิตรายใหญ่ในตลาดโลกอย่าง จีน มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูงและสามารถผลิตในระดับสเกลที่ใหญ่ ทำให้ขายสินค้าที่มีคุณภาพดีในราคาที่ถูกได้
ด้วยเหตุนี้ บริษัทผู้พัฒนาโดรนในไทยจึงเสียเปรียบและแข่งขันในตลาดยาก จนส่งผลให้คำว่าสร้างหรือผลิตโดรนในประเทศไทย แทบจะกลายเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศมาประกอบทั้งสิ้น การที่เราเสพติดการซื้อของนอกเพราะความง่ายดาย ทำให้ประเทศไทยขาดการสร้างระบบนิเวศทางวิศวกรรมของตัวเอง

แม้ปัจจุบันเราจะใช้งานโดรนต่างชาติได้อย่างไม่มีข้อจำกัด แต่หากเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศหรือสงครามที่ส่งผลให้ไทยไม่สามารถซื้อเทคโนโลยีได้ จะเกิดวิกฤตอย่างหนัก ดร.ช้าง เปรียบเทียบภาพให้เห็นชัดเจนว่า ให้ลองจินตนาการถึงเหตุการณ์ที่เราถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าใช้งาน App Store หรือ Play Store ชีวิตจะลำบากขนาดไหน การไม่มีโดรนใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินของประเทศก็ให้ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงไม่แพ้กัน หรือแค่ถูกตัดระบบเซิร์ฟเวอร์ของโดรน ประเทศไทยจะตกอยู่ในภาวะวิกฤตที่ไม่มีเทคโนโลยีพร้อมใช้งานทันที นอกจากนี้โดรนนำเข้าทั่วไปก็ไม่สามารถนำไปดัดแปลงใช้ในงานความมั่นคงหรือสงครามได้จริง เพราะมีจุดอ่อนทางเทคโนโลยี เช่น การถูกตรวจจับคลื่นสัญญาณวิทยุ (RF Detector) จากฝ่ายตรงข้ามได้ง่าย
ในภาคอุตสาหกรรม การเกษตรกรรมอย่างการทำนาหรือสวนทุเรียน โดรนได้กลายเป็นเครื่องมือที่ “ต้องมี” เพราะแรงงานคนขาดแคลนไปแล้ว หากต้องพึ่งพิงต่างชาติแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ในอนาคตเราอาจถูกบีบบังคับทางการค้า ถูกผูกขาด และไม่มีอำนาจต่อรองราคาใดๆ อีกเลย
ซึ่งในอนาคตเราอาจถูกบีบบังคับให้ซื้อสินค้าในเงื่อนไขที่เสียเปรียบและทำให้ขาดดุลการค้าทางเทคโนโลยีอย่างหนัก เมื่อผู้ผลิตรายใหญ่ในตลาดโลกรวมตัวกันหรือผูกขาดตลาด พวกเขาจะสามารถกำหนดราคาและเงื่อนไขได้ตามใจชอบ เช่น หากแบตเตอรี่ราคา 500 บาทถูกปรับขึ้นราคาเป็น 600 บาท เราก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมจ่าย เพราะเราไม่สามารถผลิตเองได้และไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ เหลืออยู่เลย
การเป็นเพียงแค่ผู้ใช้ หมายความว่าเกมและอนาคตของเราจะถูกกำหนดโดยผู้อื่น การเสพติดการซื้อของนำเข้าเพียงเพราะมันง่ายกว่า จะทำให้ประเทศไทยขาดการสร้างระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และในที่สุดประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสและสิทธิ์ในการควบคุมทิศทางเทคโนโลยีของตัวเอง ทำให้ต้องตกเป็นผู้รับสภาพจากประเทศมหาอำนาจอยู่ร่ำไป

ในมุมของการพัฒนาบุคลากร คุณเคน ให้ข้อมูลว่าประเทศไทยมีเยาวชนที่เก่งและสนใจการบินโดรนจำนวนมาก แต่ปัจจัยที่ทำให้การพัฒนาสะดุดลง คือกฎระเบียบของหน่วยงานรัฐที่มักมุ่งเน้นไปที่การตีกรอบ ควบคุม และให้ “โทษ” มากกว่าการส่งเสริมให้เกิด “คุณ” ต่อเศรษฐกิจ
การขออนุญาตบินโดรนเต็มไปด้วยความซับซ้อนของพื้นที่ห้ามบิน และโยนกันไปมาระหว่างหน่วยงาน จนทำให้ช่างภาพหรือผู้ใช้งานเกิดความเบื่อหน่ายและถอดใจ นอกจากนี้ เมื่อไม่มีการสนับสนุนให้สร้างของใช้เอง ประเทศไทยจึงขาดพื้นที่หรือสนามทดสอบสำหรับโดรนสมรรถนะสูงทางทหารหรือความมั่นคง ส่งผลให้ต่อให้ผลิตของได้ดี ก็ขายไม่ได้เพราะไม่เคยผ่านการทดสอบในสนามจริง
คุณเคน เน้นย้ำว่า อย่าแก้ปัญหาเทคโนโลยีด้วยกระดาษ การออกกฎระเบียบที่ระบุว่าต้องแจ้งขออนุญาตบินล่วงหน้า 5 วัน ไม่สามารถใช้ได้จริงกับงานเกษตร เพราะศัตรูพืชไม่ได้รอ 5 วันเพื่อมากัดกินใบไม้ รัฐควรเปลี่ยนจากการห้ามและจำกัดพื้นที่ เป็นการดึงเทคโนโลยีอย่างระบบติดตามตัวพิกัด (GPS Tracking) มาใช้ตรวจสอบโดรนเวลามีปัญหาแทน รวมถึงควรปรับข้อระเบียบและภาษีให้ผู้ประกอบการในไทยมีโอกาสพัฒนาแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม ไม่ใช่นำงบไปลงแค่เงินทุนวิจัยอย่างเดียว
ดร.ช้างและคุณเคนให้มุมมองทางออกของปัญหาอุตสาหกรรมโดรนไทยในปัจจุบัน ในหลายด้าน
ประเด็นแรกคือ เปลี่ยนกลไกการกำกับดูแลจาก “การลงโทษ” เป็น “การให้คุณและส่งเสริม” ระบบการขออนุญาตบินในไทยปัจจุบันมักทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่อยากอนุมัติ เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดเจ้าหน้าที่จะถูกลงโทษ แต่ถ้าทุกอย่างราบรื่นกลับไม่ได้ประโยชน์อะไร ทางออกคือ ควรเปลี่ยนมุมมองของกฎหมายให้เน้นประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าการตีกรอบ และนำระบบจัดการจราจรทางอากาศสำหรับโดรน (UTM) มาใช้ โดยสร้างแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่ เช่น หากมีการอนุมัติให้บินและสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศได้ เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานควรได้รับส่วนแบ่งหรือโบนัส เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสนับสนุนแทนการกีดกัน
ต่อมาคือปรับโครงสร้างภาษีและสนับสนุนการใช้สินค้าในประเทศ ปัญหาใหญ่คือไทยมีพิกัดภาษีนำเข้าโดรนสำเร็จรูปเกือบ 0% ทำให้การนำเข้ามีราคาถูกกว่าการผลิตหรือประกอบเองในประเทศจนผู้ประกอบการไทยสู้ไม่ได้ ทางออกคือ รัฐต้องปรับกฎระเบียบและภาษีเพื่อให้บริษัทที่ประกอบโดรนในไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม นอกจากนี้อาจต้องพิจารณาโมเดลแบบประเทศอินเดีย ที่มีการแบนการนำเข้าโดรนสำเร็จรูป เพื่อบังคับให้คนในประเทศต้องนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบและพัฒนาเอง ซึ่งช่วยให้สตาร์ตอัปด้านโดรนเติบโตอย่างรวดเร็ว หรืออย่างน้อยที่สุด รัฐบาลควรสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างโดรนที่พัฒนาในไทยสำหรับงานด้านความมั่นคงและสาธารณภัย เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ
ที่น่าสนใจคือ การมอบอำนาจให้ผู้เชี่ยวชาญ เข้ามาร่วมกำหนดนโยบายจริงจัง ปัญหาของการออกกฎหมายคือผู้ที่มีอำนาจมักไม่ใช่ผู้ที่เข้าใจเทคโนโลยีโดรนอย่างแท้จริง ทางออกคือควรจัดตั้งสภา หน่วยงาน หรือเวทีกลาง ที่อนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเข้าไปมีอำนาจในการร่วมกำหนดนโยบายและทิศทาง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษาที่รัฐจะฟังหรือไม่ฟังก็ได้ เพื่อให้การตีกรอบกฎหมายต่างๆ เป็นไปอย่างสมเหตุสมผล
และ เน้นการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์ แทนการดันทุรังผลิตฮาร์ดแวร์จากศูนย์ เนื่องจากการสร้างชิ้นส่วนเชิงลึก เช่น มอเตอร์ แบตเตอรี่ หรือแผงวงจรควบคุม (Flight Controller) ต้องใช้อุตสาหกรรมระดับสูงและระบบนิเวศที่ไทยยังไม่มี ผู้ประกอบการไทยจึงควร มุ่งเน้นไปที่การประกอบตัวเครื่อง ควบคู่ไปกับการพัฒนาซอฟต์แวร์เฉพาะทาง เช่น ซอฟต์แวร์ทำแผนที่ แล้วนำไปบูรณาการกับบริษัทระดับโลก ซึ่งเป็นวิธีการที่ผู้พัฒนาหลายแห่งใช้และสามารถสร้างรายได้ได้จริง
อนาคตของโดรนไทยไม่ได้อยู่แค่ความสามารถทางวิศวกรรม แต่อยู่ที่การปรับทัศนคติและการแก้กฎหมายของภาครัฐ ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญได้มีอำนาจในการร่วมกำหนดนโยบายจริงๆ ไม่ใช่แค่เป็นผู้ให้คำปรึกษา เพื่อรักษาสิทธิในการควบคุมเทคโนโลยีของชาติ และป้องกันไม่ให้ประเทศต้องตกเป็นผู้รับสภาพจากการผูกขาดเทคโนโลยีในอนาคต





