iPhone ไม่ต้องออกแบบให้ผู้ใช้เปลี่ยนแบตเอง! แท้จริง EU ไม่บังคับดีไซน์สมาร์ตโฟนใหม่ หากผ่านเกณฑ์ความทนทาน

จากข่าวที่ว่า EU บังคับให้สมาร์ตโฟนถอดแบตเองได้ในปี 2027 เราได้ตามหาข้อกำหนดตัวจริงของ EU เพื่อวิเคราะห์ว่าแท้จริงแล้วจะส่งผลกระทบอะไรต่อตลาดสมาร์ตโฟนบ้าง ก็พบว่าจริง ๆ แล้ว EU ไม่ได้ให้เราย้อนไปยุค Galaxy S5 ที่เปิดฝาหลังเปลี่ยนแบตได้เอง แต่ตั้งใจเขียนเอาไว้บังคับให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนต้องสร้างสมาร์ตโฟนที่ทนทานมากกว่า โดยระบุข้อยกเว้นไว้ว่า

ผู้ผลิตยังสร้างสมาร์ตโฟนที่สามารถเปลี่ยนแบตโดยช่างซ่อมได้ แต่มีเงื่อนไขหลัก ๆ คือต้องทำให้แบตฯ ทน ชาร์จ1,000 รอบก็ยังเก็บไฟได้ 80% ขึ้นไป, เครื่องทนน้ำ IP67 ขึ้นไป และผ่าน drop test ตามมาตรฐาน EU (ตกพื้น 45 ครั้ง โดยไม่มีฟิล์ม ไม่มีเคสกันกระแทก) โดยเครื่องต้องไม่เสียฟังก์ชัน

เรื่องนี้มีข้อกำหนด 3 ของ EU 3 ชุดที่เกี่ยวข้องกันคือ

  1. Regulation (EU) 2023/1542 (กฎหมายแบตเตอรี่) กำหนดหลักการทั่วไปว่า แบตเตอรี่แบบพกพาที่ฝังอยู่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จะต้องถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้งานทั่วไป (End-user) สามารถถอดและเปลี่ยนเองได้ อย่างง่ายดาย โดยใช้เพียงเครื่องมือพื้นฐานที่มีจำหน่ายทั่วไปตามท้องตลาด
  2. Regulation (EU) 2023/1670 (กฎหมายเฉพาะสำหรับการออกแบบสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต ) ในภาคผนวก (Annex II) ได้ระบุข้อยกเว้นของการบังคับให้ผู้ใช้ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เองเอาไว้ว่า ผู้ผลิตสามารถจำกัดสิทธิ์ให้แบตเตอรี่ถูกเปลี่ยนได้โดยช่างซ่อมมืออาชีพ (Professional repairers) เท่านั้น หากสมาร์ตโฟนรุ่นนั้นๆ ผ่านเกณฑ์ความทนทานขั้นสูง ได้แก่:
    • เมื่อผ่านการชาร์จเต็ม 500 รอบ (Charge cycles) แบตเตอรี่ต้องมีความจุเหลือไม่ต่ำกว่า 83%
    • เมื่อผ่านการชาร์จเต็ม 1,000 รอบ แบตเตอรี่ต้องมีความจุเหลือไม่ต่ำกว่า 80%
    • ตัวเครื่องจะต้องมีมาตรฐานการป้องกันฝุ่นและน้ำไม่ต่ำกว่าระดับ IP67 (กันฝุ่นเข้าได้ 100% และกันน้ำลึก 1 เมตรได้นาน 30 นาที)
    • อะไหล่ต้องมีขายอย่างน้อย 7 ปีหลังเลิกผลิต
    • OS อัปเดตอย่างน้อย 5 ปี
  3. Commission Notice C/2025/214 เนื่องจากข้อกำหนดในข้อ 1 และข้อ 2 ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน คณะกรรมาธิการยุโรปจึงได้ออกเอกสารแนวทางปฏิบัติฉบับนี้ขึ้นมาในปี 2025 เพื่อตีความและชี้แจงการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกัน โดยระบุอย่างชัดเจนว่า สำหรับอุปกรณ์ในกลุ่มสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต ให้ยึดถือข้อกำหนดตาม Regulation (EU) 2023/1670 เป็นหลัก ซึ่งถือว่ามีผลทางกฎหมายเหนือกว่าข้อกำหนดการเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั่วไปใน Regulation (EU) 2023/1542

ซึ่งข้อกำหนดเหล่านี้ Apple ทำได้ตั้งแต่ iPhone 15 ส่วน Google ทำได้ตั้งแต่ Pixel 8a และ Samsung Galaxy ส่วนใหญ่ทำได้สูงกว่าเกณฑ์ แปลว่าเรือธงส่วนใหญ่ ผ่านเกณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่ต้องออกแบบใหม่ให้ผู้ใช้เปลี่ยนแบตได้เอง

ใครที่หวังว่า iPhone รุ่นต่อไปจะสามารถเปิดฝาหลังเปลี่ยนแบตได้เอง อาจจะรอเก้อ แต่เรื่องนี้ก็อาจส่งผลกระทบสมาร์ตโฟนรุ่นเล็กที่ต้องเพิ่มต้นทุนหากจะเข้าไปขายในยุโรป

บรรณาธิการ CEEi ดูแลเนื้อหาด้านเทคโนโลยี Gadget ทุกประเภท

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...