รีวิว Sennheiser MOMENTUM 5 Wireless สิ้นสุดการรอคอยกว่า 4 ปีจากแบรนด์หูฟังเยอรมัน

Sennheiser MOMENTUM 5 Wireless เป็นหูฟังที่แฟน ๆ รอคอยมานานมาก เพราะในขณะที่ค่ายคู่แข่งออกรุ่นใหม่กันไปหลายปีแล้ว MOMENTUM 4 ก็ยังสู้อยู่ในตลาดถึง 4 ปีเต็ม กว่าค่ายเยอรมันก็ตอบสนองความคาดหวังของแฟน ๆ ด้วย MOMENTUM 5 หูฟังรุ่นใหม่ที่ดีกว่าเดิมแทบทุกด้าน และแม้ว่าจะเป็นตัวรองจาก Sennheiser HDB 630 ที่เราเคยรีวิวไป แต่ก็จูนเสียงมาเหมาะสำหรับผู้ใช้ทั่วไปมากกว่า ใครที่ชอบเบสเยอะ ๆ ไม่ผิดหวังกับรุ่นใหม่นี้แน่นอน

ดีไซน์หูฟัง

Sennheiser MOMENTUM 5 Wireless

โดยรวมแล้ว Sennheiser MOMENTUM 5 นั้นใช้ภาษาการออกแบบเดียวกับ MOMENTUM 4 ด้วยแป้นหูฟังวงรี ผิวด้านนอกเรียบ แล้วใช้ผ้าตกแต่งตรงที่คาดศีรษะ วัสดุโดยรวมเป็นพลาสติก แป้นหูฟังกับที่คาดศีรษะด้านในเป็นหนังสังเคราะห์ แต่จุดที่แตกต่างคือรุ่นใหม่จะดีไซน์เน้นแบรนด์มากกว่า ทั้งตัวโลโก้ Sennheiser ที่ไปอยู่ในวงกลมโลหะสีเงิน ดูเด่นขึ้น ตรงไมค์ด้านล่างมีการเน้นโลหะสีเงิน ข้างหนึ่งเขียนว่า Sennheiser และอีกข้างเขียนว่า MOMENTUM 5

ใน MOMENTUM 4 นั้นเป็นหูฟังแบบครอบศีรษะที่มีสีให้เลือกเยอะที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมา ด้วยความที่ขายยาวนาน 4 ปี เลยออกสีใหม่มาเรื่อย ๆ รวมแล้วเกือบ 10 สี ซึ่งสีเหลืองที่เราเอามารีวิวเทียบคือรุ่นครบรอบ 80 ปีของแบรนด์ ส่วนรุ่นใหม่ MOMENTUM 5 นั้นเปิดตัวด้วย 3 สีคือ ดำ, ขาว และสีที่เรารีวิวคือสีน้ำเงิน Denim

จุดเด่นของงานดีไซน์ MOMENTUM 5 นั้นมี 2 อย่าง อย่างแรกคือเป็นหูฟังเกรดเรือธงตัวแรกของ Sennheiser ที่ผู้ใช้สามารถถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เอง โดยแกะแป้นหูฟังด้านซ้ายออกมาเปลี่ยนได้ ทำให้เมื่อใช้งานไปหลายปี แบตเตอรี่เสื่อม ก็สามารถซื้อแบตก้อนใหม่มาเปลี่ยนได้เอง นอกจากนี้ตัวแป้นหูฟังก็สามารถถอดเปลี่ยนเองได้เช่นกัน ก็ถือเป็นหูฟังรักษ์โลกที่ดีไซน์ให้มีอายุการใช้งานยาวนาน ซ่อมเองได้

อีกเรื่องคือเคสหูฟังที่ดีงามมาก แม้ว่าตัวหูฟังจะมีขนาดไม่ต่างจากรุ่นที่แล้ว แต่เคสของรุ่นใหม่ไม่รู้ดีไซน์กันท่าไหนความหนาลดลงกว่ารุ่นเดิมเยอะมาก กลายเป็นเคสเล็กและบางกว่า Sony 1000X อีก แล้วด้านหลังมีส่วนเว้าเข้าไปทำให้ถือง่ายขึ้นด้วย จะเกี่ยวหูหิ้ว หรือเกี่ยวด้านหลังก็สะดวก แล้วในเคสก็แถมสาย USB-C ที่ใช้ได้ทั้งชาร์จและส่งสัญญาณเสียงแบบ USB Audio มาด้วย พร้อมสาย 3.5 mm ที่ปลายอีกด้านเป็น 2.5 mm สำหรับเสียบกับหูฟัง แต่ในรุ่นนี้ตัดอแดปเตอร์ 2 ขาสำหรับใช้บนเครื่องบินไปแล้ว และยังเปิด-ปิดด้วยซิป ไม่ได้ใช้แม่เหล็กล็อก ก็ทำให้ต้องใช้เวลารูดนิดหนึ่ง

เคสของ MOMENTUM 4 และ MOMENTUM 5
เคสของ MOMENTUM 4 และ MOMENTUM 5
ซ้ายคือเคสของ MOMENTUM 4 ที่หนากว่า MOMENTUM 5 ทางขวาเยอะ
เคสของ MOMENTUM 4 ที่หนากว่า MOMENTUM 5 ทางขวาเยอะ
ด้านหลังของเคสเป็นร่องให้เกี่ยวนิ้วได้ง่าย ๆ
ด้านหลังของเคสเป็นร่องให้เกี่ยวนิ้วได้ง่าย ๆ

ความรู้สึกในการสวมใส่

Sennheiser MOMENTUM 5 ให้ความรู้สึกในการสวมใส่ไม่ต่างจาก MOMENTUM 4 ด้วยขนาด Earcup แบบเดียวกัน แรงบีบเท่า ๆ กัน ซึ่งก็เป็นหูฟังที่ใส่ต่อเนื่องได้สบายครับ แต่สำหรับเมืองไทยที่เป็นเมืองร้อน ถ้าใส่ไปสักพักใหญ่ ก็จะรู้สึกร้อนหูอยู่เหมือนกัน เพราะอากาศตรงหูไม่ได้ระบาย

การควบคุมหูฟัง

การควบคุมของ MOMENTUM 5 นั้นแทบจะเหมือนกับ MOMENTUM 4 ครับ โดยที่ตัวหูฟังมีแค่ปุ่มเดียว ใช้เปิด-ปิด และเชื่อมต่อ Bluetooth ส่วนการควบคุมที่เหลือทั้งหมดจะเป็นการสัมผัสสั่งงานที่แป้นหูฟังข้างขวาคือ

การสัมผัสผล
ลากขึ้นเพิ่มเสียง
ลากลงลงเสียง
ลากไปข้างหน้าเปลี่ยนเพลง / รับสาย
ลากไปข้างหน้าแล้วแตะค้างกรอเพลงไปข้างหน้า
ลากไปข้างหลังย้อนเพลงก่อนหน้า / จบสาย
ลากไปข้างหลังและแตะค้างกรอเพลงไปข้างหลัง
ใช้ 2 นิ้วลากกางออกเพิ่มระดับ Transparency
ใช้ 2 นิ้วลากหุบเข้าลดระดับ Transparency
แตะ 1 ครั้งเล่น/หยุดเพลง
แตะ 2 ครั้งANC / Transparency
แตะ 2 ครั้งด้วย 2 นิ้วเปิด/ปิด Dolby Atmos

ซึ่งการควบคุมใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในรุ่นนี้คือการเปิด/ปิด Dolby Atmos ซึ่งเราจะพูดถึงฟีเจอร์นี้ต่อไปครับ

การควบคุมด้วยแอป Smart Control Plus

การจะใช้หูฟังรุ่นนี้ให้สมบูรณ์จำเป็นต้องโหลดแอป Smart Control Plus มาใช้ด้วยนะครับ ซึ่งสามารถใช้ดูแลหูฟังพวกการอัปเดต Firmware และปรับแต่งหูฟังได้ละเอียดตามความต้องการของเรามากคือ

แอป Sennheiser Smart Control Plus
แอป Sennheiser Smart Control Plus
  • ดูการเชื่อมต่อ: ทั้งเปิด Multipoint ให้สามารถเชื่อมอุปกรณ์ได้ 2 ตัวพร้อมกัน หรือลบอุปกรณ์ที่ไม่ต้องการให้เชื่อมต่อออก
  • ปรับระดับการตัดเสียงรบกวนภายนอก: ถ้าไม่อยากคิดเยอะก็เลือกเป็น Adaptive ให้มันเลือกระดับอัตโนมัติ ส่วนถ้าต้องการตัดเสียงรบกวนขั้นสุดตลอดก็เลือก Custom แล้วปรับเป็น ANC 100% ไปเลยก็ได้ แล้วยังมีตัวเลือกย่อย ๆ อีกคือ
  • ปรับการตัดเสียงลมได้
  • ตั้งให้หยุดเพลงเองเมื่อเปิด Transparency ก็ได้ เวลาต้องการคุยกับคนอื่นก็จะได้ฟังได้เลย
  • เมื่อใช้คุยโทรศัพท์ ก็ปรับให้ดึงเสียงภายนอกเข้ามาทันทีเลยก็ได้ จะทำให้ได้ยินเสียงพูดตัวเองเป็นธรรมชาติขึ้น
  • ปรับโทนเสียง: ซึ่งมีให้เลือกปรับหลายแบบ
  • ปรับ EQ มี Preset ให้เลือก 8 แบบและสามารถสร้างเองได้อีก 2 แบบคือ
    • แบบ Sound Check ที่ให้เราเปิดเพลงที่ชอบแล้วเลือกไปเรื่อย ๆ ว่าชอบเสียงแบบไหน
    • ปรับเองได้ละเอียด 8 band สำหรับคนที่ปรับ EQ เป็น
  • โหมด Bass Boost สำหรับคนที่ต้องการเบสหนักจริง ๆ
  • โหมด Podcast สำหรับเน้นเสียงพูด
  • Sound Presonalization ใช้อัลกอริทึมพิเศษในการปรับแต่งเสียงให้ถูกใจเรา โดยให้เราฟังเสียงกลอง, เบส, เครื่องสาย แล้วปรับระดับที่ถูกใจไปเรื่อย ๆ
  • ค้นหาหูฟัง: โดยแอปจะบันทึกตำแหน่งสุดท้ายที่เราปิดหูฟังไว้ เพื่อให้เราตามหาได้ แต่จำเป็นต้องให้สิทธิ์แอปเข้าถึงสถานที่ได้ตลอดเวลา
  • Sound Zones: กำหนดสถานที่ตามตำแหน่ง GPS ว่าเมื่ออยู่ที่บ้าน, ที่ทำงาน, ยิม หรืออื่น ๆ จะให้หูฟังเปิด EQ อะไร แล้วตัดเสียงรบกวนแบบไหน
  • เลือกคุณภาพ Codec เสียง: สามารถเปิดให้รองรับเสียง Hi-Res แบบ 24 bit/96 kHz หรือ Lossless 16 bit/44.1 kHz ได้ แต่จำเป็นต้องใช้กับอุปกรณ์ที่รองรับ aptX Adaptive
  • ดูการเชื่อมต่อปัจจุบัน: ว่าใช้ Codec อะไร และกำลังเล่นสตรีมที่ความละเอียดอะไร
  • ตั้งระบบจัดการแบตเตอรี่: ทั้งตั้งเวลาปิดเอง หรือเปิด Battery Protection Mode เพื่อควบคุมให้ไม่ชาร์จเต็ม 100% จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมช้าลง
  • Smart Pause: หยุดเพลงเมื่อถอดหูฟัง
  • Auto-Answer Calls: ตอบรับสายเสียงเข้าอัตโนมัติเมื่อสวมหูฟัง
  • Comfort Calls: โหมดที่ทำให้การคุยโทรศัพท์ได้ Sound Stage ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น

สเปกเสียงของ MOMENTUM 5

ด้านในหูฟังคือไดรเวอร์ขนาด 42 mm
ด้านในหูฟังคือไดรเวอร์ขนาด 42 mm

หูฟังรุ่นนี้ใช้ไดรเวอร์ขนาด 42 mm เท่ากับรุ่นก่อน แต่จูนเสียงให้ไปในทางหูฟังมีสายของ Sennheiser ซีรีส์ HD 600 มากขึ้น ซึ่งให้เสียงโทน Warm เน้นเบสที่คนส่วนใหญ่จะชอบ ต่างจาก Sennheiser HDB 630 ที่เน้นจูนเป็นเสียงธรรมชาติ ไม่เร่งเบสเลย

ที่ปรับปรุงไปเยอะคือการเพิ่มจำนวนไมค์ขึ้นเท่าตัวจาก 4 เป็น 8 ตัวในรุ่นใหม่ ทำให้ตัดเสียงภายนอกได้ดีขึ้น และรับเสียงพูดได้เป็นธรรมชาติขึ้น ถือเป็นหูฟังครอบศีรษะที่มีไมค์เยอะที่สุดของ Sennheiser ในตอนนี้

การเชื่อมต่อนั้นรองรับ Bluetooth 5.4 และจะอัปเกรดผ่านซอฟต์แวร์เป็น Bluetooth 6.0 ได้ในภายหลัง รองรับ Snapdragon Sound พร้อมรองรับ Codec มากมายทั้ง SBC, AAC, aptX Adaptive, aptX Lossless ซึ่งสามารถรองรับเสียงระดับ Hi-Res ได้ผ่าน aptX Adaptive ในสมาร์ตโฟน Android ที่รองรับ หรือใช้อุปกรณ์เสริมเป็น Dongle อย่าง Sennheiser BTD 600 หรือ BTD 700 ก็จะทำให้คอมพิวเตอร์หรือ iPhone รองรับการส่งเสียงระดับ Hi-Res ได้

Sennheiser BTD 600
Sennheiser BTD 600

ที่ประทับใจมากคือการเชื่อมต่อผ่านสายที่รองรับทั้งสาย 3.5 mm แบบเดิม หรือสามารถเสียบ USB-C ตรงเข้ากับสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ USB Audio เลยก็ได้ ทำให้ได้เสียงดีที่สุดในระดับ Hi-Res แบบไม่ดีเลย์ เหมาะกับการเล่นเกม แถมต่อกับสมาร์ตโฟนยุคนี้ที่ไม่มีช่อง 3.5 mm ได้ง่ายด้วย

ส่วนแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ 57 ชั่วโมง น้อยกว่ารุ่นที่แล้ว 3 ชั่วโมง แต่ก็ถือว่าเป็นหูฟังที่แบตอึดมากอยู่ดี ชาร์จครั้งหนึ่งใช้จนลืมว่าต้องชาร์จ แถมยังสามารถปิดการทำงานเองได้เมื่อเก็บหูฟังลงเคส ไม่ต้องกดปิดหูฟังเองทุกครั้ง แต่เวลาเอาหูฟังออกจากเคสจะต้องกดเปิดเอง ไม่ได้ติดอัตโนมัติเหมือน Momentum 4 ซึ่ง Sennheiser บอกว่าปรับตรงนี้เพื่อลดปัญหาหูฟังเปิดติดเอง ส่วนตัวเราว่าน่าเสียดาย เพราะการเอาหูฟังออกจากเคสแล้วพร้อมใช้งานโดยไม่ต้องกดเปิดนั้นเป็นจุดเด่นของ MOMENTUM 4 เลย

เสียงของ MOMENTUM 5

ด้วย MOMENTUM 5 นั้นออกหลังจาก MOMENTUM 4 ถึง 4 ปี เราก็ต้องคาดหวังเสียงที่ปรับปรุงขึ้น ซึ่งก็บอกเลยว่าน่าพอใจ รุ่นใหม่นี้ให้เสียงที่จริงมากขึ้น มีน้ำหนักมากขึ้น

  • เสียงเบส: ให้เบสได้ชัดเจน แยกชั้นเบสได้ละเอียด สะอาด ไม่ไปกวนย่านกลาง เป็นเบสที่นุ่มนวล ไม่ได้คม ไม่พุ่งจนรู้สึกกระแทก คือเป็นหูฟังที่ให้เบสเยอะ แต่ฟังแล้วเหมือนไม่เยอะเพราะไม่ได้อัดแบบหนักแน่น
  • เสียงกลาง: เสียงไพเราะ หวาน คมชัด จูนให้เสียงร้องมีน้ำหนัก นุ่มนวล ฟังสบาย ไม่กระด้าง ไม่ได้เป็นเสียงกลางที่พุ่งคม
  • เสียงแหลม: เป็นแหลมปลายทู่ ไม่ได้ให้เสียงที่เป็นประกาย หรือโปร่งโล่ง ซึ่งก็สอดคล้องกับเสียงโดยรวมของหูฟังที่เน้นความอบอุ่น นุ่มนวล

ส่วนการฟังแบบ Dolby Atmos นั้นเราทดลองแล้ว เมื่อเปิดจากเพลงแบบสเตอริโอ จะรู้สึกว่าเสียงกว้างขึ้น มีความโอบล้อมมากขึ้น แต่ก็ทำให้ความหนาของเพลงลดลงเยอะเหมือนกัน ส่วนถ้าฟังเพลงแบบ Dolby Atmos จาก Apple Music ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามิติเสียงเพิ่มขึ้นมากนัก แค่ความหนักแน่นของเพลงจะลดลง ก็ลองเปิด-ปิดกันดูครับว่าชอบไหม แต่ส่วนตัวชอบฟังเพลงแบบปกติมากกว่า มันอาจจะเหมาะเอาไปเปิดเวลาดูหนังมากกว่า ที่จะทำให้มิติเสียงโอบล้อมมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้มากมายนักนะครับ

และเรื่องการตัดเสียงรบกวนนั้นทำได้ดีเลย ขึ้นไปเงียบเทียบชั้นกับหูฟังตัวท็อปได้ มีโหมด Adaptive ที่จะปรับระดับการตัดเสียงรบกวนให้เป็นธรรมชาติได้เองด้วย และการดึงเสียงภายนอกก็ทำได้ดี ดึงเสียงได้เป็นธรรมชาติ

เทียบกับ MOMENTUM 4

ซ้าย MOMENTUM 5 และขวาคือ MOMENTUM 4

แนวเสียงของ MOMENTUM 4 กับ MOMENTUM 5 นั้นไม่เหมือนกัน ในรุ่น 4 เสียงจะเปิดกว้างกว่า เสียงแหลมเป็นประกายมากกว่า แต่ก็เป็นแหลมแบบสาก ๆ ด้วย ทำให้โดยรวม MOMENTUM 4 ให้เสียงที่บางกว่า ไม่มีน้ำหนักและความสมจริงเท่ารุ่นใหม่ ซึ่งจริง ๆ ถ้าใครชอบเสียงแบบ MOMENTUM 4 ก็สามารถจูนเสียงในแอปให้ MOMENTUM 5 มีเสียงแหลมที่เปิดมากขึ้นได้ไม่ยาก และได้ความสมูทของเสียงมากกว่าด้วย

ส่วนการตัดเสียงรบกวนนั้น MOMENTUM 5 ดีกว่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในย่านเสียงกลางที่ตัดออกไปได้เยอะกว่า ได้ยินเสียงภายนอกน้อยกว่า ส่วนการดึงเสียงภายนอก MOMENTUM 4 จะให้เสียงอู้ ๆ กว่ารุ่นใหม่หน่อย ทำให้เป็นธรรมชาติน้อยกว่า เพราะจำนวนไมค์ที่เก็บเสียงภายนอกน้อยกว่าเท่าตัว

เทียบกับ Sony WH-1000X THE COLLEXION

ซ้าย Sennheiser MOMENTUM 5 และขวาคือ Sony WH-1000X THE COLLEXION
ซ้าย Sennheiser MOMENTUM 5 และขวาคือ Sony WH-1000X THE COLLEXION

จริง ๆ มวยที่ตรงรุ่นกับ MOMENTUM 5 จะเป็น Sony WH-1000XM6 แต่เราไม่มีหูฟังตัวนี้อยู่ในมือ เลยขอข้ามรุ่นไปชนกับตัวท็อปจากโซนี่แทน

ทั้งคู่นี้เป็นหูฟังที่เน้นเบสเหมือนกัน แต่บุคลิกเบสจะต่างกัน คือ MOMENTUM 5 จะให้เสียงที่เรียบกว่า ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ส่วนฝั่ง 1000X นั้นจูนเบสจนเป็นเอกลักษณ์เลย ด้วยเสียงเบสที่แผ่ ๆ นุ่ม ๆ เบสเลยโดดเด่นมาก แต่ฝั่งเสียงแหลมจะทู่ที่สุด เสียงกีตาร์ไฟฟ้าออกน้อยกว่า และรายละเอียดเสียงไม่ได้ชัดเท่า MOMENTUM 5 โดยรวมเสียงแล้วเสียงของ 1000X จะโปร่งน้อยที่สุดใน 3 ตัวที่จับมาเทียบกัน

ส่วนเรื่องการตัดเสียงรบกวนทำได้ดีกว่า MOMENTUM 5 อยู่นิดหน่อย โดยรวมแล้วเก่งทั้งคู่ แต่การดึงเสียงภายนอก MOMENTUM 5 จะดึงเสียงได้เป็นธรรมชาติกว่า เพราะถ้า 1000X ตั้งโหมด Transparency เป็น Auto Ambient เสียงจะค่อย ๆ ปรับ ไม่ได้กดแล้วดึงเสียงภายนอกทันที ต้องใช้เวลาพักหนึ่งกว่าเสียงจะเป็นธรรมชาติ ส่วนถ้าไม่ได้ตั้ง Auto แล้วเปิดแบบเต็ม 20 จะรู้สึกว่าดึงเสียงภายนอกมาเยอะเกินไป

แม้ว่า 1000X จะไม่มีโหมด Dolby Atmos ก็แต่มีฟีเจอร์ Upmix ที่เปลี่ยนเสียงจากเพลงหรือหนังให้เป็นเสียงรอบทิศทางซึ่งให้ผลลัพธ์แตกต่างชัดเจนกว่า Dolby Atmos ทำให้การดูหนังด้วย 1000X ทำได้สนุกกว่าด้วยโหมด Cinema Upmix

ความรู้สึกในการสวมใส่ 1000X ให้แป้นหูฟังที่กว้างกว่า สวมแล้วโปร่งหูมากกว่า วัสดุดูหรูหรากว่าด้วยหนังหุ้มทั้งตัวพร้อมก้านสเตลเลสขัดเงา แต่ก็มาพร้อมเคสที่หนากว่า MOMENTUM 5 แถมมีของในเคสน้อยกว่า และไม่มีความสามารถ USB Audio สามารถเสียบเสียงผ่านสาย 3.5 mm ได้อย่างเดียว ต่างจาก MOMENTUM 5 ที่เสียบ USB-C เข้าคอมชาร์จไปพร้อมฟังเพลงผ่านสายได้เลย

เปรียบเทียบเสียงไมค์

เรานำหูฟังทั้ง 3 รุ่นไปบันทึกเสียงในสถานที่เดียวกัน เพื่อดูการเก็บเสียงพูด และการตัดเสียงในเบื้องหลัง ผลที่ได้เป็นดังนี้ครับ

เสียงไมค์ Sennheiser MOMENTUM 5
เสียงไมค์ Sennheiser MOMENTUM 4
เสียงไมค์ Sony WH-1000X

จะเห็นได้ว่าไมค์ของ MOMENTUM 5 ตัดเสียงรบกวนด้านหลังได้ดีกว่า MOMENTUM 4 ส่วนไมค์ของ 1000X ก็ตัดเสียงรบกวนได้ดีเช่นกัน และให้เสียงพูดที่เป็นธรรมชาติกว่า MOMENTUM 5

สรุป

อุปกรณ์ภายในกล่องของ Sennheiser MOMENTUM 5 Wireless
อุปกรณ์ภายในกล่องของ Sennheiser MOMENTUM 5 Wireless

Sennheiser MOMENTUM 5 เปิดตัวที่ราคา 14,990 บาท ซึ่งก็เป็นราคาที่คุ้มสำหรับความสามารถรอบด้านขนาดนี้ ด้วยเสียงที่จูนมาเป็นอย่างดีจนได้รายละเอียดและความหนักแน่นจนชอบกันได้ไม่ยาก มีหูฟังแค่ตัวเดียวก็สามารถเชื่อมต่อกับอะไรก็ได้ทั้งแบบไร้สายและมีสาย ต่อผ่าน USB-C ก็ได้ แถมยังดีไซน์ให้ซ่อมง่าย สามารถเปลี่ยนแป้นหูฟังกับแบตเตอรี่ภายในได้เองด้วย

ใครสนใจ สามารถซื้อได้ที่ร้านมั่นคงครับ

บรรณาธิการ CEEi ดูแลเนื้อหาด้านเทคโนโลยี Gadget ทุกประเภท

9.2 / 10คะแนนรวม
9.2

Sennheiser MOMENTUM 5 Wireless

หูฟังรุ่นมหาชนของแบรนด์เยอรมันกลับมาแล้ว

4 ปีที่รอคอยหูฟังเกรดเรือธงจาก Sennheiser นั้นไม่เสียเปล่า MOMENTUM 5 กลับมาด้วยการจูนสิ่งที่ดีอยู่แล้วในรุ่นเดิมให้ดีขึ้นในทุกจุด และลบจุดอ่อนของรุ่นเดิมลงไปอีก พร้อมจะสู้ต่อในตลาดหูฟังไร้สายที่ดุเดือดอีกครั้ง
Pros
  • เสียงที่จูนมาอย่างดี ให้ความหนักแน่นแต่ไม่บวม เป็นหูฟังเน้นเบสที่ยังให้เสียงเป็นธรรมชาติ เสียงร้องทำออกมาได้มีคุณภาพ
  • ตัดเสียงภายนอกได้ดีกว่าเดิม ติดกลุ่มหูฟังที่เงียบที่สุด และดึงเสียงภายนอกได้เป็นธรรมชาติ
  • เคสบางกว่าเดิม ทำให้พกพาง่ายกว่าเดิมมาก
  • รองรับเสียงผ่านสายทั้ง 3.5 mm และ USB-C
  • เปลี่ยนโฟมหูฟังและแบตเตอรี่เองได้
  • แบตเตอรี่อึดมาก 57 ชั่วโมง
Cons
  • เก็บลงเคสดับหูฟังอัตโนมัติ แต่เอาหูฟังออกจากเคสต้องกดเปิดเอง
  • ไมโครโฟนดีขึ้น แต่ยังต้องปรับปรุงเสียงพูดให้เป็นธรรมชาติอีกหน่อย
  • Dolby Atmos ให้ผลที่ไม่แตกต่างมากนัก
Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...