
สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตส่วนใหญ่ออกแบบให้ปิดสนิท ไม่สามารถแกะซ่อมหรือเปลี่ยนแบตเตอรีเองได้ แต่กฎใหม่ EU ที่เริ่มใช้แต่ปี 2025 จะมีบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2027 ส่งผลให้มือถือที่วางขายต้องเปลี่ยนแบตเองได้
กฎของสหภาพยุโรปได้วางกรอบข้อบังคับครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การใช้งาน ไปจนถึงอายุการใช้งานของอุปกรณ์ โดยเน้นสองเรื่องหลัก ๆ คือ “ความทนทาน” และ “การซ่อมแซมได้” เป้าหมายหลักคือ เพื่อลดขยะอิเล็กทรอนิกส์และเพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิล
ในด้านการซ่อมแซมนั้น กำหนดให้อุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และโทรศัพท์ไร้สายต้องออกแบบให้สามารถ “ถอดและเปลี่ยนแบตเตอรีได้” โดยไม่ทำให้อุปกรณ์หรือแบตเตอรีเสียหาย ซึ่งกฎนี้จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2027

กฎนี้ยังให้นิยาม “ผู้ใช้งานทั่วไป” ว่าเป็นผู้ที่ไม่มีทักษะทางเทคนิคเฉพาะทาง นั่นหมายความว่ากระบวนการเปลี่ยนแบตต้องออกแบบให้เข้าถึงและทำได้จริง ทำด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งศูนย์บริการ ด้วยเครื่องมือพื้นฐานที่หาซื้อได้ทั่วไป ผู้ผลิตไม่สามารถบังคับใช้เครื่องมือเฉพาะทาง เว้นแต่จะจัดมาให้ฟรีกับตัวสินค้า ในขณะเดียวกันผู้ผลิตต้องจัดหาเครื่องมือในราคาที่เป็นธรรมให้กับผู้เชี่ยวชาญอิสระด้วย
จริงๆ แล้วกฎที่เริ่มบังคับใช้ในปี 2025 โดยในช่วงแรกนั้นกำหนดให้สมาร์ตโฟนต้องมีความทนทานมากขึ้น มีอะไหล่รองรับในระยะยาว และเปิดให้ซ่อมโดยบุคคลที่สามได้โดยไม่ถูกปิดกั้น พร้อมกำหนดมาตรฐานสำคัญ เช่น
นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังจะได้เห็น “ฉลากข้อมูล” บนอุปกรณ์ที่บอกทั้งอายุแบตเตอรี ความทนทาน ประสิทธิภาพ และคะแนนการซ่อม ช่วยให้ตัดสินใจซื้อได้โปร่งใสมากขึ้น
ผลดีสำหรับผู้ใช้งาน คืออายุการใช้งานที่ยาวขึ้น เพราะปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่ทำให้ต้องเปลี่ยนเครื่อง หากสามารถเปลี่ยนแบตได้ง่าย อุปกรณ์หนึ่งเครื่องอาจใช้งานได้นานถึง 5–6 ปี ช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ในระยะยาว แม้จะมีข้อแลกเปลี่ยน เช่น ตัวเครื่องอาจหนาขึ้น หรือการกันน้ำต้องถูกออกแบบใหม่ แต่ภาพรวมถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญของอุตสาหกรรม
กฎใหม่นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนถึงผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Apple, Samsung, OnePlus และ Xiaomi ที่ต้องปรับแนวทางการออกแบบ จากเดิมที่เน้นโครงสร้างปิดแน่นและใช้กาวจำนวนมาก ไปสู่ดีไซน์ที่เปิดซ่อมได้ง่ายขึ้น หรือแม้แต่แนวคิดแบบโมดูลาร์
แต่กฎนี้อาจสร้างแรงกระเพื่อมขยายไปทั่วโลก เพราะผู้ผลิตไม่คุ้มที่จะแยกสายการผลิตเฉพาะภูมิภาค ตัวอย่างชัดเจนคือการเปลี่ยนมาใช้ USB-C ที่สุดท้ายถูกนำมาใช้กับ iPhone 15 ทั่วโลก
ที่มา 91mobiles / business-standard





