มหาวิทยาลัยลดใช้งาน AI Detector จับโกงสอบ หลังระบบพลาดจับนักศึกษาบริสุทธิ์ หันปรับวิธีสอบแทน

THE SUMMARY:

การใช้ AI ตรวจจับการโกงในมหาวิทยาลัยกำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้น หลังเกิดหลายกรณี “จับผิดคนบริสุทธิ์” จนสถาบันการศึกษาหลายแห่งเริ่มลดการพึ่งพา AI Detector หันมาออกแบบรูปแบบการประเมินใหม่ให้สอดรับกับยุค AI

กรณีของ โอไรออน นิวบี นักศึกษามหาวิทยาลัย Adelphi ในสหรัฐฯ กลายเป็นตัวอย่างสำคัญ เมื่อเขาถูกกล่าวหาว่าใช้ AI เขียนเรียงความ เพราะระบบของ Turnitin ระบุว่างานมีโอกาสเป็น AI ถึง 100% แม้เจ้าตัวจะนำผลจากเครื่องมือตรวจสอบอื่นที่ชี้ว่าไม่มีการใช้ AI มาแสดง แต่มหาวิทยาลัยยังยืนยันคำตัดสิน จนสุดท้ายศาลนิวยอร์กตัดสินให้เขาชนะคดี พร้อมระบุว่ามหาวิทยาลัยดำเนินกระบวนการสอบสวนไม่เป็นธรรม

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามถึงความแม่นยำของเครื่องมือตรวจจับ AI ซึ่งวิเคราะห์รูปแบบการเขียนเพื่อคาดการณ์ว่าข้อความสร้างโดย AI หรือไม่ แต่ยังมีโอกาสเกิด False Positive หรือการตรวจจับผิดพลาด โดยเฉพาะกับนักศึกษาที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่

ผลสำรวจนักศึกษากว่า 6,600 คน ในมหาวิทยาลัย 7 แห่งของสหราชอาณาจักร พบว่า 32% ยอมรับว่าเคยใช้ AI ในการทำงานที่ไม่ได้รับอนุญาต ส่วนผลสำรวจอีกฉบับพบว่า 42% ของนักศึกษาหลีกเลี่ยงการใช้ AI แม้ในกรณีที่ได้รับอนุญาต เพราะกลัวถูกกล่าวหาว่าโกง

ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น Yale, Johns Hopkins, Vanderbilt, Northwestern และ University of Waterloo จึงเริ่มจำกัดหรือยกเลิกการใช้ AI Detector พร้อมหันไปปรับรูปแบบการประเมินแทน เช่น เพิ่มการสอบปากเปล่า ประเมินกระบวนการทำงาน และติดตามพัฒนาการของผู้เรียน แทนการตัดสินจากผลงานชิ้นสุดท้ายเพียงอย่างเดียว

ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาหลายคนมองตรงกันว่า AI Detector ควรเป็นเพียง “ข้อมูลประกอบ” ไม่ใช่หลักฐานชี้ขาด พร้อมตั้งคำถามว่า สิ่งสำคัญในยุค AI อาจไม่ใช่การห้ามนักศึกษาใช้ AI แต่คือ การออกแบบการเรียนและการประเมินใหม่ เพื่อวัดทักษะการคิด วิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ความรู้ได้อย่างแท้จริง

ที่มา ft

นักเขียนสาย Introvert ที่ชื่นชอบเรื่องนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ใช้เวลาว่างกับ มังงะ, เสียงเพลงและ idol

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...