
Consumer Federation of America (CFA) ยื่นฟ้องแบบกลุ่มต่อศาลสูงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เอาผิด Meta ฐานมีส่วนร่วมและไม่จัดการปัญหาฉ้อโกงบน Facebook และ Instagram
คดีนี้อาศัยกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (CPPA) ซึ่งเปิดช่องทางให้องค์กรเพื่อสาธารณะสามารถดำเนินคดีเพื่อขอคำสั่งห้ามและเรียกร้องค่าเสียหายได้ โดย CFA ต้องการให้ศาลสั่งยุติพฤติกรรมที่เข้าข่ายหลอกลวง รวมถึงเรียกคืนผลกำไรที่ Meta ได้จากกิจกรรมดังกล่าว

คำฟ้องระบุว่า แม้ Meta จะประกาศต่อสาธารณะว่ากำลังปราบปรามโฆษณาหลอกลวงอย่างจริงจัง แต่ในทางปฏิบัติกลับใช้นโยบายที่เอื้อให้โฆษณาเหล่านี้แพร่กระจาย และยังสร้างรายได้จากผู้ลงโฆษณากลุ่มเสี่ยง โดยมีการประเมินว่าในปี 2024 รายได้ของ Meta มากกว่า 10% อาจเกี่ยวข้องกับโฆษณาหลอกลวง การพนันผิดกฎหมาย และสินค้าต้องห้าม คิดเป็นมูลค่าราว 16,000 ล้านเหรียญ (5 แสนล้านบาท)
CFA ชี้ว่า Meta ไม่ได้จำกัดผู้ลงโฆษณาความเสี่ยงสูง แต่กลับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงขึ้น เปิดทางให้เข้าถึงผู้ใช้ได้มากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องเผชิญความเสี่ยงทุกครั้งที่ใช้งานแพลตฟอร์ม
ข้อมูลจากรายงานของ CFA ระบุว่า ชาวอเมริกันสูญเสียเงินจากกลโกงออนไลน์สูงถึง 119,000 ล้านเหรียญต่อปี (3.8 ล้านล้านบาท) โดยเฉพาะในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่มีความเสียหายเฉลี่ยต่อหัวสูงที่สุดในสหรัฐฯ
Ben Winters ผู้อำนวยการฝ่าย AI และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของ CFA ระบุว่า Meta ให้ความสำคัญกับผลกำไรมากกว่าความปลอดภัยของผู้ใช้ พร้อมวิจารณ์ว่าหน่วยงานรัฐยังไม่สามารถกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ CFA ต้องลุกขึ้นดำเนินการทางกฎหมายด้วยตนเองเพื่อปกป้องผู้บริโภค
คดีนี้สะท้อน “ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง” ของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพราะโมเดลธุรกิจหลักของ Meta พึ่งพารายได้จากโฆษณาเป็นหลัก ยิ่งมีผู้ลงโฆษณามาก รายได้ก็ยิ่งเพิ่ม แต่การคัดกรองโฆษณาอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง อาจกระทบรายได้โดยตรงประเด็นสำคัญคือ แพลตฟอร์มมีแรงจูงใจเพียงพอหรือไม่ในการจัดการปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อแลกกับรายได้
ในระยะยาว คดีลักษณะนี้อาจนำไปสู่กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น เช่น การบังคับให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาโฆษณามากขึ้น หรือแม้แต่การตรวจสอบโมเดลรายได้ทั้งหมดของบริษัท Big Tech
ที่มา consumerfed





