
ย้อนกลับไปในปี 2013 ปีแห่งการเริ่มต้น Sony ยักษ์ใหญ่วงการไอทีได้เปิดตัวกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรม 2 รุ่นแรกของโลก ในตระกูล E-mount ได้แก่ a7 รุ่นมาตรฐาน 24 ล้านพิกเซล และ a7R รุ่นความละเอียดสูงถึง 36 ล้านพิกเซล ซึ่งถือว่าสูงมากในสมัยนั้น ก่อนพัฒนาต่อยอดมาเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเพิ่มชุดกันสั่น 5 แกน เซนเซอร์แบบ BSI ที่ให้คุณภาพสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด รวมไปถึงระบบโฟกัสที่ขึ้นชื่อของค่ายโซนี่ที่ถูกยกระดับขึ้นในทุกเจนเนอเรชัน
และแล้วในปี 2026 ผ่านมา 13 ปีจาก a7R ตัวแรก โซนี่ก็ได้ทำสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับซีรีส์นี้มาก่อน ด้วยการนำเอาเซนเซอร์ ‘Stacked CMOS’ มาใส่ในรุ่นล่าสุดอย่าง ‘a7R VI‘ กับความละเอียดที่สูงถึง 66.8 ล้านพิกเซล แต่ได้พลังการประมวลผล และอำนาจการถ่ายรัวระดับกล้องเรือธงที่ 30fps แบบไม่มี blackout เรียกว่าลดช่องว่างระหว่างซีรีส์ a7R และเรือธง a1 ให้ขยับเข้าใกล้กันมากกว่าที่เคย

ซึ่งในวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เราก็ได้มีโอกาสไปทดลองจับ ทดลองใช้เจ้า a7R VI ตัวนี้กันมาบ้างแล้ว เลยจะมาแชร์ประสบการณ์ความประทับใจให้ได้อ่านกันในบทความนี้ครับ พร้อมกับเปิดราคามาที่
แต่ก่อนอื่นเราไปดูสเปกหลัก ๆ ของกล้องรุ่นนี้กันก่อนเลย !
แวบแรกที่ได้เห็น a7R VI ตัวเป็น ๆ ต้องบอกว่าทึ่งกับบอดี้ที่ล่ำบึกเหมือนเสริมโปรตีนมา กริปใหญ่เหลามากระชับมือไม่แพ้กล้องในสมัย DSLR ซึ่งที่ทำให้บอดี้ใหญ่โตขึ้นขนาดนี้น่าจะเป็นผลมาจากการเปลี่ยนไปใช้แบตรุ่นใหม่ รหัส NP-SA100 ที่มีความจุสูงขึ้นอีก 17% และยังถูกนำมาใช้ประเดิมในรุ่นนี้เป็นครั้งแรก

อีกสิ่งที่รู้สึกตื่นเต้นมาก และอยากให้มีตั้งนานแล้ว นั่นก็คือ “ปุ่มเปิดไฟ” ใช่ครับ ปุ่มนี้มีไว้สำหรับทำให้ปุ่มต่าง ๆ บนตัวกล้องสามารถเรืองแสงได้ เวลาถ่ายภาพตอนกลางคืนหรือในสตูดิโอมืด ๆ จะได้ไม่ต้องงมปุ่มกันแบบเมื่อก่อนแล้ว (ถ้าใช้กล้องจนชินก็อาจไม่เป็นปัญหาเท่าไร แต่ใส่มาให้ก็ดีกว่าไม่มีใช่ไหมล่ะ !?) พร้อมไฟ Tally Lamp ด้านหน้าบอดี้สำหรับงานวิดีโอ
ส่วนกริปที่เหลามาใหม่ก็ต้องบอกเลยว่าจับถนัด จะติดเลนส์เล็กเบาหรือเลนส์เกรดโปรบ้องโต ๆ ถือมือเดียวก็ไหว (ถ้าแขนคุณรับได้…) ยิ่งประกอบร่างกับแบตเตอรี่กริปรุ่นใหม่ VG-C6 ที่ใส่แบตได้ถึง 2 ก้อน การจับถือในการถ่ายภาพแนวตั้งก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก ดูโปร ดูหล่อมากยิ่งขึ้น





ด้านจอ LCD ยังเป็นแบบ 4 แกน อย่างที่ใครหลายคนชื่นชอบ แต่สำหรับช่องมองภาพ OLED EVF ถูกตีบวก สว่างขึ้นถึง 3 เท่า เที่ยงตรงด้วยการรองรับมาตรฐานสี DCI-P3 กับความละเอียดสูงถึง 9.44 ล้านจุด 120fps และให้กำลังขยายสูงถึง 0.9x เรียกว่าใหญ่สบายตาสุด ๆ แม้ใส่แว่นก็ยังมองเห็นได้ทั่วเฟรมภาพ

ที่ผ่านมาคนที่ใช้ซีรีส์ a7R มาตลอดน่าจะทราบกันดีว่า ตระกูลนี้เรื่องถ่ายรัวต่อเนื่องอาจจะไม่ได้เน้น เนื่องจากความละเอียดที่สูงถึงระดับ 60 ล้านพิกเซล ถ้าอยากรัวต้องไปตระกูล a1 หรือ a9 แต่สำหรับครั้งนี้เรียกว่าเป็นอะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากการเอาเซนเซอร์ฟูลเฟรมแบบ Stacked CMOS มาใส่ใน a7R VI เป็นครั้งแรก

Stacked CMOS คืออะไร ? สำหรับใครที่ไม่คุ้น เทคโนโลยีนี้คือการนำเอาชิป RAM ไปแปะไว้หลังเซนเซอร์โดยตรง ทำให้การส่งข้อมูลทำได้รวดเร็วขึ้นอย่างมหาศาล เพิ่มอำนาจการถ่ายรัว และการประมวลผลของกล้อง แน่นอนว่าเทคโนโลยีนี้มีต้นทุนที่สูงกว่าเซนเซอร์แบบปกติทั่วไป ซึ่งปัจจุบันยังมีอีก 1 ประเภท นั่นก็คือ Partially Stacked แบบในรุ่นน้อง a7 V ที่เป็นการลดต้นทุนลง ความไวอาจยังเทียบไม่ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นอีกก้าวของมาตรฐานกล้องเบสิคยุคใหม่
ส่วน a7R VI เป็นการใช้ Full Stacked แบบเต็มแผ่น เมื่อผสานเข้ากับชิปประมวลผลของ ‘Bionz XR2’ ที่รวมชิป AI ไว้ในตัวเดียว ข้อดีคือ ประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้น ร้อนน้อยลง และโฟกัสได้แม่นยำกว่าที่เคย ทำให้รุ่นนี้สามารถยิงรัวเต็มความละเอียด 66.8 ล้านพิกเซล ได้ที่ 30fps กันเลยทีเดียว (ในโหมด electronic shutter) แถมไม่มีจังหวะ blackout (จอมืดระหว่างลั่นชัตเตอร์) อีก ลองคิดภาพขนาดไฟล์ต่อวินาทีดูว่ามันจะมหาศาลขนาดไหน ถ้าชิปกับเซนเซอร์ไม่แรงจริงคงทำไม่ได้ และถ้าอยากใช้ให้เต็มประสิทธิภาพงานนี้คงต้องใช้การ์ดแบบ CFexpress Type A

ด้วยพลังของเซนเซอร์ใหม่ทำให้อาการ Rolling Shutter ลดลงถึง 5.6 เท่า เทียบกับรุ่นก่อน ทำให้คุณภาพงานวิดีโอถูกยกระดับขึ้นไปอีก กับความละเอียดสูงสุดที่ 8K30p และยังถ่าย 4K 60p ได้แบบไม่ครอป Oversampling จาก 5K คม ๆ ซึ่งสโลโมชันก็ยังมี 4K 120p มาให้ นอกจากนี้แล้ว a7R VI ยังได้อัปเกรดชุดกันสั่น 5 แกนใหม่ ชดเชยชัตเตอร์สปีดสูงสุดถึง 8.5 สต็อป เลยทีเดียว
tips: ปกติแล้วเซนเซอร์ Stacked CMOS จะมีจุดสังเกตคือ ต้องแลกความเร็วที่เพิ่มขึ้นกับ Dynamic Range ที่ลดลง แต่ในรุ่นนี้ ทางโซนี่เขาเคลมว่าสามารถเก็บ Dynamic Range ได้กว้างถึง 16 สต็อป (Mechanical Shutter) กันเลย !!
เริ่มกันที่ฐานแรก เรามาลองเชิงระบบโฟกัส Real-time Recognition AF+ ตัวใหม่ของโซนี่กันก่อน ซึ่งในฐานนี้จะมีทั้งฟองสบู่ และผ้าสบัดบังหน้านางแบบอยู่ตลอดเวลา ตัวกล้องก็สามารถแยกแยะได้อย่างแม่นยำ โฟกัสเข้าตานางแบบตลอดไม่มีอาการเอ๋อให้เห็น


ด้วยฟีเจอร์ AI Auto White Balance ภาพที่ได้ก็ออกมาประทับใจทีเดียว ทั้งสกินโทนที่สวยงาม สมดุลแสงขาวก็ปรับมาให้ได้อย่างยอดเยี่ยม รวมถึงไฟล์ที่ครอปได้อย่างเหลือเฝือ เก็บรายละเอียดได้อย่างครบถ้วน ยิ่งประกบกับเลนส์ระดับ G Master แบบนี้ ยิ่งเห็นประสิทธิภาพได้อย่างชัดเจน



ฐานที่ 2 มาลองถ่ายนกกันบ้าง ด้วยเซนเซอร์สุดแรงอย่าง Stacked CMOS และระบบโฟกัสสุดฉลาดที่เคลมว่าติดตามวัตถุได้เก่งมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะวัตถุเล็ก อยู่ในระยะไกล หรือจะถูกบังบางส่วนก็โฟกัสได้สบาย พร้อม AI ตรวจจับคน สัตว์ นก แมลง รถ รถไฟ เครื่องบิน รวมถึงโหมดเลือกวัตถุอัตโนมัติ ทำให้การถ่ายวัตถุเคลื่อนไหวระดับ 30fps ด้วยความละเอียดสูงไม่ได้จำกัดอยู่แค่รุ่น a1 อีกต่อไป ขนาดถ่ายในฮอลล์ที่มีแสงค่อนข้างน้อย ก็สามารถโฟกัสเข้าตานกได้แบบแม่นยำเรียกว่าเหลือกินเหลือใช้เลยทีเดียว (แน่นอนว่าไฟล์ 66.8 ล้านพิกเซลก็ซดเมมหน่อยนะ กดแปปเดียวไม่ถึง 5 นาที 64GB ก็เต็มซะแล้ว…)
วิดีโอที่เห็นข้างล่างนี้เป็นการรัวชัตเตอร์ 30fps ของ a7R VI + FE 50-150mm F2 GM มาต่อกันเป็นวิดีโอ จะเห็นได้ว่าเข้าที่ตานกแบบทุกช็อตแบบชิล ๆ ยิ่งมีฟีเจอร์ Pre-Capture ช่วยเก็บจังหวะก่อนกดชัตเตอร์ถึง 1 วินาที ชีวิตก็ยิ่งง่าย
กับอีกข้อได้เปรียบของสายถ่ายนก สายถ่ายสัตว์ป่า คือแม้ทางยาวโฟกัสเลนส์เราจะไม่ถึง แต่ไฟล์ 66.8 ล้านพิกเซลก็ทำให้เราสามารถครอปแล้วจัดองค์ประกอบใหม่ได้ง่ายมากขึ้น คนใช้ a1 II (50 ล้านพิกเซล) ก็น่าจะมีอิจฉากันบ้างล่ะ




มาลองถ่ายตึก ซูมดูดีเทลกันบ้าง ซึ่งรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อย่าง Pixel Shift Multi Shooting ที่เป็นการขยับชุดกันสั่นถ่ายภาพหลาย ๆ ใบมารวมกัน ได้สูงสุดถึง 265.8 ล้านพิกเซลเลยทีเดียว ซึ่งเลือกได้ว่าจะถ่าย RAW 4 หรือ 16 ภาพ (ยิ่งจำนวนภาพเยอะไฟล์ที่ได้ก็ยิ่งคุณภาพสูง) ที่สายแลนด์น่าจะถูกใจกัน
//แต่ดูเหมือนว่าโปรแกรม Capture One ที่ผู้เขียนใช้ยังไม่มีอัปเดตออกมา ทำให้ยังไม่สามารถเปิดไฟล์ RAW กล้องรุ่นนี้ได้ เพราะฉะนั้นเราจะไปดูภาพ JPEG หลังกล้องกันก่อนนะครับ ประกบกับเลนส์ซูมเทเลโฟโตรุ่นใหม่ FE 100-400mm F4.5 GM OSS








การมาของ Sony a7R VI เรียกว่าเป็นการเซ็ตมาตรฐานใหม่ของกล้องซีรีส์ a7R ก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะให้ความละเอียดสูงตามสไตล์สาย R แล้ว รอบนี้ยังยกระดับเรื่องความเร็วขึ้นมาแบบก้าวกระโดด จนแทบไล่ทันเรือธงสายอย่าง Sony a1 II ในราคาที่จับต้องง่ายมากกว่า ที่ 159,990 บาท ถือว่าโซนี่จัดสเปกมาแบบไม่มีกั๊กจริง ๆ
แต่ถ้าให้เทียบกันแบบตรงไปตรงมา a1 II ก็ยังมีหลายจุดที่เหนือกว่า โดยเฉพาะในสายงานระดับโปรที่ต้องการความเร็ว และความแม่นยำสูงสุด เช่น ระบบ AF ที่ประมวลผลได้ถึง 120 ครั้งต่อวินาที ขณะที่ a7R VI ทำได้ 60 ครั้งต่อวินาที (แม้ตัวเลขนี้จะถือว่าเร็วมากแล้วก็ตาม…) รวมไปถึงการควบคุมตัวกล้องที่ฝั่ง a1 II ยังมีความมืออาชีพมากกว่า ด้วยไดอัล Drive Mode บนบอดี้ที่เข้าถึงได้ไว และใช้งานคล่องกว่าซีรีส์ a7 อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของ a7R VI คือความสดใหม่ของสเปก ทั้งเซนเซอร์ความละเอียดสูง ความเร็วในการถ่ายที่ไล่บี้เรือธงได้แบบไม่ธรรมดา และฟีเจอร์ยุคใหม่ที่อัปเดตกว่าในหลายด้าน สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณให้น้ำหนักกับอะไร ระหว่าง “บอดี้โปรสำหรับงานที่พลาดไม่ได้” กับ “กล้องความละเอียดสูงที่เร็วไม่แพ้เรือธง” แม้อารมณ์การควบคุมอาจยังไม่ถึงขั้นซีรีส์ a1 ก็ตาม แต่ถ้าอยากได้กล้องที่ดีกว่านี้คงต้องรอ a1 III ซึ่งอีกหลายปีเลยล่ะครับ
กับอีกเรื่องที่น่าเสียดาย คือวิดีโอยังไม่มีฟีเจอร์ Open-Gate มาให้ แต่ถ้ามองภาพรวม ทั้งคุณภาพไฟล์ ความเร็ว และความสามารถรอบด้าน รุ่นนี้แทบไม่มีอะไรให้ติแล้ว เป็นการรอคอยกว่า 4 ปี ที่คุ้มค่าสำหรับแฟนซีรีส์ a7R จริง ๆ !!
สุดท้ายต้องขอบคุณทาง Sony Thailand ที่เชิญทางทีมงาน Ceei.co ไปร่วมงานเปิดตัวในครั้งนี้ด้วยครับ 🙏





