
ลองจินตนาการว่า เราเช็กอินโรงแรมได้โดยไม่ต้องยื่นสำเนาบัตรประชาชน แพทย์เข้าถึงข้อมูลสุขภาพสำคัญได้ทันทีในยามฉุกเฉิน หรือเดินทางข้ามประเทศโดยมีเอกสารสำคัญทั้งหมดอยู่ในมือถือ พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้
สิ่งเหล่านี้อาจฟังดูเหมือนเทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่กำลังถูกต่อยอดให้ใกล้ความจริงขึ้นจากไอเดียของคนรุ่นใหม่บนเวที ETDA Bootcamp 2026: Empowering Digital Citizens to Build Digital Trust ที่จัดโดย ETDA หรือสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
เวทีนี้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่นำปัญหาใกล้ตัวมาพัฒนาเป็นต้นแบบบริการดิจิทัล โดยใช้เทคโนโลยีอย่าง Digital ID, Verifiable Credential (VC) และ Digital Document Wallet ภายใต้แนวคิดสำคัญคือ ทำให้โลกดิจิทัลไม่เพียงสะดวกขึ้น แต่ยังต้อง ตรวจสอบได้ ปลอดภัย และเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็น
จากหลากหลายไอเดีย นี่คือ 3 ผลงานเด่นที่แสดงให้เห็นว่า Digital Trust สามารถนำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้จริง

การเช็กอินโรงแรมอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่การต้องยื่นบัตรประชาชนหรือให้โรงแรมเก็บสำเนาเอกสาร ก็ทำให้หลายคนกังวลเรื่องการจัดเก็บและการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล
ทีม Code In Dream (CID) เจ้าของรางวัลชนะเลิศ จึงพัฒนาต้นแบบ CID Hotel Wallet แอปฯ ที่เปลี่ยนสมาร์ตโฟนให้เป็นศูนย์รวมข้อมูลรับรองดิจิทัล ทั้งบัตรประชาชน ใบขับขี่ สิทธิการจองห้องพัก ไปจนถึงการใช้งานเป็นกุญแจห้อง ผู้เข้าพักสามารถยืนยันตัวตน เช็กอิน รับกุญแจ และใช้บริการต่าง ๆ ผ่านมือถือเครื่องเดียว รองรับการยืนยันตัวตนผ่าน NFC และ QR Code
จุดสำคัญคือ ผู้ใช้สามารถเลือกเปิดเผยเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น ขณะที่โรงแรมสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาและความถูกต้องของข้อมูลได้ โดยไม่จำเป็นต้องเก็บสำเนาเอกสารทั้งหมดไว้ในระบบ
แนวคิดนี้จึงช่วยลดทั้งขั้นตอนการเช็กอิน การใช้เอกสาร และความเสี่ยงจากการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเกินความจำเป็น พร้อมต่อยอดไปยังธุรกิจบริการอื่นได้ในอนาคต

ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้ป่วยอาจหมดสติหรือไม่สามารถสื่อสารได้ แต่แพทย์จำเป็นต้องรู้ข้อมูลสำคัญ เช่น กรุ๊ปเลือด ประวัติแพ้ยา หรือโรคประจำตัว เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจรักษา
นี่คือโจทย์ที่ ทีม THE LAM เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นำมาพัฒนาต้นแบบ Trusted Emergency Healthcare System ระบบจัดเก็บข้อมูลสุขภาพบนคลาวด์ ที่ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการรักษาได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และตรวจสอบย้อนหลังได้
หัวใจของระบบคือการให้เจ้าของข้อมูลสามารถกำหนดสิทธิและควบคุมการเข้าถึงข้อมูลของตัวเอง เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ผู้ป่วยหรือผู้ที่ได้รับสิทธิสามารถอนุมัติให้บุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้
ทุกการเข้าถึงมีการยืนยันตัวตน กำหนดสิทธิ และบันทึกประวัติไว้ ทำให้ระบบพยายามสร้างสมดุลระหว่าง ความรวดเร็วในการรักษา กับ สิทธิและความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย แพทย์จึงไม่จำเป็นต้องเห็นข้อมูลสุขภาพทั้งหมด แต่เห็นเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจในเวลานั้น

การเดินทางข้ามประเทศมาพร้อมเอกสารจำนวนมาก ทั้งพาสปอร์ต ตั๋วเครื่องบิน เอกสารที่พัก และข้อมูลการเดินทาง ซึ่งอาจสูญหาย หมดอายุ หรือเสียเวลาในการตรวจสอบ
ทีมท้าย มก. ศรช. เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จึงพัฒนาต้นแบบ Trustpass Wallet กระเป๋าเอกสารดิจิทัลที่รวบรวมเอกสารสำคัญสำหรับการเดินทางไว้ในมือถือ ผู้ใช้สามารถจัดเก็บ จัดการ และเลือกแสดงเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นในแต่ละขั้นตอน ขณะที่หน่วยงานหรือผู้ให้บริการสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านเทคโนโลยี Verifiable Credential (VC) เพื่อยืนยันได้ว่าเอกสารออกโดยใคร ถูกแก้ไขหรือไม่ และยังมีสถานะใช้งานอยู่หรือเปล่า
ทำให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการเก็บเพียงรูปถ่ายเอกสารไว้ในมือถือ พร้อมช่วยลดภาระด้านเอกสาร และให้ผู้เดินทางควบคุมข้อมูลของตัวเองได้มากขึ้น
แม้ทั้ง 3 ผลงานจะเริ่มต้นจากโจทย์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การเช็กอินโรงแรม การรักษาพยาบาลฉุกเฉิน ไปจนถึงการเดินทางข้ามพรมแดน แต่ทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้เทคโนโลยีดิจิทัล สะดวก ปลอดภัย และน่าเชื่อถือมากขึ้น
ETDA Bootcamp 2026 จึงเป็นอีกพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่นำความรู้และความคิดสร้างสรรค์มาทดลองแก้ปัญหาจากชีวิตจริง พร้อมออกแบบบริการโดยคำนึงถึงความน่าเชื่อถือ การคุ้มครองข้อมูล และสิทธิของผู้ใช้งานควบคู่กัน เพราะในท้ายที่สุด Digital Trust อาจไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด แต่คือเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้คนกล้าใช้และไว้วางใจได้จริงในทุกธุรกรรม






