Bose เปิดตัว Bose Noise Cancelling Wired Earbuds หูฟังเอียร์บัดแบบมีสายพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน เมื่อวันที่ 28 กันยายน ในราคา 99 เหรียญ (ประมาณ 3,300 บาท) และจะเริ่มจัดส่งในสหรัฐ 15 ตุลาคมนี้ เพื่อรับกับกระแสหูฟังมีสายที่กลับมาได้รับความนิยมในกลุ่ม Gen Z
การเปิดตัวครั้งนี้ เป็นการกลับมาทำหูฟังมีสายของ Bose ในรอบหลายปี โดย ราซา ไฮเดอร์ (Raza Haider) ประธานฝ่าย Premium Consumer Audio ของ Bose กล่าวว่า “หูฟังเอียร์บัดแบบมีสาย กำลังกลับมาเป็นกระแสทางวัฒนธรรมอีกครั้ง” และมองว่าเทคโนโลยีพัฒนาไปมากนับจากหูฟังมีสายรุ่นก่อนของ Bose จึงนำความสามารถใหม่ ๆ มาใส่ในหูฟังประเภทนี้ได้


จุดต่างจากหูฟังมีสายทั่วไป คือระบบตัดเสียงรบกวนที่ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ตัวหูฟังเสียบเข้ากับสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ที่มีพอร์ต USB-C และดึงไฟจากอุปกรณ์นั้นโดยตรง จึงไม่มีแบตเตอรี่ในตัวให้ต้องชาร์จ ไม่ต้องจับคู่ และไม่ต้องใช้แอปฯ ใด ๆ ด้านเสียง Bose ใช้โปรโตคอล USB Audio Class 2 (UAC2) ซึ่งรับสัญญาณเสียงต้นทางได้ทุกค่า sample rate และ bit rate แต่จะส่งเสียงออกคงที่ที่ 24bit/48kHz รองรับการฟังเพลงแบบ Lossless และมีความหน่วงต่ำ ช่วยให้เสียงตรงกับภาพขณะดูวิดีโอหรือเล่นเกม ส่วน UAC2 คือมาตรฐานส่งเสียงผ่าน USB ที่อุปกรณ์ส่วนใหญ่รองรับ โดยไม่ต้องลงไดรเวอร์เพิ่ม




โดยหูฟัง Bose Noise Cancelling Wired Earbuds มีระบบตัดเสียงรบกวน QuietControl ใช้ไมโครโฟน 4 ตัว ข้างละ 2 ตัว คอยจับเสียงรอบตัว และมี 3 โหมด ได้แก่ Quiet Mode สำหรับลดเสียงภายนอก, Aware Mode ที่ให้เสียงรอบข้างผ่านเข้ามา และ ANC Off สำหรับฟังเพลงแบบปิดระบบตัดเสียง บนสาย มีรีโมตแบบปุ่มกดจริงสำหรับปรับเสียง ควบคุมการเล่นเพลง รับสาย และสลับโหมดตัดเสียง พร้อมไมโครโฟนสนทนาที่ด้านหลังรีโมต ซึ่งออกแบบให้ลดเสียงเสียดสีกับเสื้อผ้า
ส่วนสาย ยาว 4.2 ฟุต (ราว 1.3 เมตร) มาพร้อมจุกหูฟังซิลิโคน 3 ขนาด (S, M, L) ปีกยึดหู 2 ขนาด (M, L) กันน้ำระดับ IPX4 และมีเคสซิปแถมมาในกล่อง (IPX4 หมายถึงกันละอองน้ำหรือเหงื่อได้ แต่ไม่ได้ออกแบบให้จุ่มน้ำ) โดย Bose Noise Cancelling Wired Earbuds วางจำหน่ายในสีดำ, สี White Smoke และสี Dewdrop Mint ที่ผลิตจำนวนจำกัด โดยเปิดตัวมาที่ราคา 99 เหรียญ (ประมาณ 3,300 บาท)โดยเปิดให้สมาชิก My Bose สั่งจองล่วงหน้าผ่าน Bose.com และ Best Buy ในสหรัฐฯแล้ว แต่ Bose ยังไม่ได้แจ้งราคาหรือกำหนดวางจำหน่ายในประเทศไทยแต่อย่างใด









สื่อต่างประเทศบางราย ตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดของหูฟังรุ่นนี้ โดย 9to5Google ชี้ว่าหูฟังใช้ได้เฉพาะพอร์ต USB-C ไม่มีหัว 3.5 มม. ที่ผู้นิยมหูฟังมีสายมักต้องการ ทำให้ต่อกับชุด DAC หรือแอมป์ของตัวเองไม่ได้ CNET ซึ่งได้ทดลองใช้ ชมเรื่องคุณภาพเสียง ความสบายในการสวมใส่ และความแข็งแรง แต่ระบุว่าการตัดเสียงรบกวน ยังไม่เทียบเท่าหูฟังไร้สายรุ่นพรีเมียมของ Bose อีกด้วย
ที่มา : Bose Press Room, Bloomberg, Tom’s Guide, 9to5Google, CNET






