
เป็นเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลอีกครั้ง เมื่อสำนักพิมพ์ใหญ่ 5 แห่ง รวมตัวกับนักเขียนนิยายขายดี ยื่นฟ้อง Meta หรือบริษัทเจ้าของ Facebook โดยกล่าวหาว่านำผลงานที่มีลิขสิทธิ์นับล้านชิ้นอย่างผิดกฎหมายเพื่อฝึกระบบ AI ของตนอย่าง ‘Llama’ และอ้างว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ยังเป็น “ผู้อนุมัติด้วยตัวเอง” ให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว
สำนักพิมพ์รายใหญ่ทั้ง 5 ที่ยื่นฟ้องในครั้งนี้ ได้แก่ Hachette Book Group, Macmillan Publishers, McGraw Hill, Elsevier, Cengage Group ร่วมกับนักเขียน สก็อตต์ ทูโรว์ (Scott Turow) ที่มีผลงานเด่นเป็นนวนิยายแนวระทึกขวัญทางกฎหมาย อย่าง Presumed Innocent (1987), The Burden of Proof (1990), Pleading Guilty (1993) และ Personal Injuries (1999) ได้ยื่นฟ้องต่อทั้ง Meta และซีอีโอบริษัทอย่างซักเคอร์เบิร์ก โดยเรียกกรณีนี้ว่าเป็น “หนึ่งในการละเมิดลิขสิทธิ์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”
คดีแบบกลุ่มนี้ ถูกยื่น ณ ศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำเขตตอนใต้ของนิวยอร์ก ระบุว่า Meta และซักเคอร์เบิร์กนำหนังสือ และบทความวิชาการที่มีลิขสิทธิ์หลายล้านชิ้นมาใช้ฝึก AI ของบริษัทอย่าง Llama โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจากเอกสารที่ยื่นฟ้อง Meta ถูกกล่าวหาว่ามีการเข้าถึงหนังสือ และบทความวิชาการจำนวนมหาศาลผ่านเว็บไซต์ที่เผยแพร่ไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์ มาใช้ฝึกโมเดล generative AI
ด้าน Meta ได้ออกแถลงการณ์ว่าจะต่อสู้กับคดีนี้อย่างเต็มที่
AI กำลังขับเคลื่อนนวัตกรรม ประสิทธิภาพในการทำงาน และความคิดสร้างสรรค์ครั้งใหญ่สำหรับทั้งบุคคล และองค์กร ซึ่งศาลก็เคยตัดสินมาแล้วว่าการฝึก AI ด้วยข้อมูลที่มีลิขสิทธิ์สามารถเข้าข่ายการใช้งานโดยชอบธรรม (fair use) ได้
แถลงการณ์จาก Meta
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีคดีฟ้องร้องในลักษณะคล้ายกัน เช่นกรณีของ Anthropic กับกลุ่มนักเขียนชาวอเมริกัน โดยกล่าวหาว่ามีการนำผลงานของพวกเขาไปใช้ฝึก AI โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งสุดท้ายแล้วคดีจบลงที่ผู้พิพากษาอนุมัติข้อตกลงยอมความที่มีมูลค่าสูงถึง 1,500 ล้านเหรียญ (ประมาณ 48,000 ล้านบาท) และยังถูกเรียกว่าเป็นการชดเชยคดีด้านลิขสิทธิ์ที่เปิดเผยต่อสาธารณะครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย
นับจากคดีดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายมองว่า นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บริษัท AI อื่น ๆ จำเป็นต้องเริ่มจ่ายค่าตอบแทนให้เจ้าของผลงาน และแม้ว่าการยอมความจะไม่ถือเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายโดยตรง แต่ก็อาจมีอิทธิพลต่อทิศทางของคดีลักษณะเดียวกันในอนาคตเช่นกัน โดยเฉพาะในยุคที่ยังมีข้อถกเถียงกันเรื่อง AI และลิขสิทธิ์แบบนี้
นอกจากนี้เหล่าบริษัท AI อีกหลายแห่งยังมีอีกหลายคดีที่ยังคงดำเนินอยู่ เช่น Stable Diffusion และ Midjourney สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นด้านลิขสิทธิ์ และการนำข้อมูลไปฝึกฝนโมเดล AI กำลังกลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญของอุตสาหกรรม AI ในปัจจุบัน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน และเป็นที่ยอมรับร่วมกันได้
ที่มา: PetaPixel





