
สหประชาชาติ (UN) ประกาศใช้กรอบกฎระเบียบระดับโลกฉบับแรกสำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยเดียวกันทั่วโลก และลดอุปสรรคในการนำรถยนต์ไร้คนขับไปใช้งานในวงกว้าง
ที่ผ่านมาการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับเผชิญความท้าทายทั้งด้านความปลอดภัย ต้นทุนการพัฒนา และข้อกำหนดทางกฎหมายที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับระบบให้สอดคล้องกับกฎของแต่ละตลาด ส่งผลให้การขยายบริการทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง
เพื่อแก้ปัญหานี้ ในเวที World Forum for Harmonization of Vehicle Regulations ขององค์การสหประชาชาติ ได้อนุมัติกรอบกำกับดูแลใหม่สำหรับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ โดยมีตัวแทนจากหลายประเทศ ผู้ผลิตรถยนต์ และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำเข้าร่วมพัฒนาแนวทางร่วมกัน

คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งสหประชาชาติประจำยุโรป (UNECE) ระบุว่า กฎระเบียบชุดใหม่นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม เพราะจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาล ผู้ประกอบการ และประชาชนว่า รถยนต์ไร้คนขับทุกคันต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดในระดับเดียวกัน
กฎนี้กำหนดให้ผู้ผลิตต้องพิสูจน์ว่าระบบขับขี่อัตโนมัติมีความน่าเชื่อถือ ผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ที่กำหนด มีการบริหารจัดการความปลอดภัยตลอดอายุการใช้งานของระบบ รวมถึงต้องแสดงหลักฐานว่าเทคโนโลยีไม่มีความเสี่ยงที่ไม่สมเหตุสมผลและต้องมีการติดตามประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องหลังนำไปใช้งานจริง นอกจากนี้ รถยนต์ยังต้องสามารถบันทึกและจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของระบบ ADS ได้อีกด้วย
การประกาศใช้มาตรฐานใหม่เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดรถแท็กซี่ไร้คนขับกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และจีน ซึ่งจำนวนรถแท็กซี่ไร้คนขับเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในปี 2025 แตะระดับประมาณ 8,000 คันในหลายสิบเมืองใหญ่ ขณะที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่าภายในปี 2035 จำนวนรถประเภทนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 700,000 ถึง 3 ล้านคันใน 40-80 เมืองทั่วโลก

กฎระเบียบใหม่นี้ได้รับการสนับสนุนจากตลาดรถยนต์รายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร โดย UNECE คาดว่ากฎดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2027 และผู้ผลิตบางรายได้เริ่มเตรียมความพร้อมเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดแล้ว
ผู้เชี่ยวชาญของ UNECE ย้ำว่า การสร้างมาตรฐานร่วมระดับโลกครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการลดทอนข้อกำหนดด้านความปลอดภัย แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกันทั่วโลก เพื่อเร่งให้เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับสามารถก้าวจากการทดลองสู่การใช้งานจริงได้อย่างมั่นใจมากขึ้นในอนาคต
ที่มา japantimes





