
กว่าจะมาเป็นโลชั่น แชมพู หรือผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันทุกวัน รู้ไหมว่าต้องผ่านอะไรมาบ้าง วันนี้ CEEi พาไปเปิดเบื้องหลังแบบ Exclusive ถึงศูนย์ R&D และ Pilot Plant ของยูนิลีเวอร์ ดูกันถึงต้นทางว่า กว่าจะกลายเป็นสินค้าที่เราใช้กันทุกวัน ต้องผ่านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอะไรบ้าง

รู้หรือไม่ว่าในทุกๆ วันที่ตื่นนอน ล้างหน้า แปรงฟัน หรือเข้าครัว เรามีโอกาสใช้นวัตกรรมของยูนิลีเวอร์ (Unilever) สูงถึง 99% ใน 4 กลุ่มหลักคือ Beauty&Wellbeing , Personal Care, Home Care และ Food จากข้อมูลสถิติระบุว่าผลิตภัณฑ์ของยูนิลีเวอร์ เข้าไปอยู่ในกว่า 25 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศไทย และถูกใช้งานเฉลี่ยถึง 3 ครั้งต่อวัน
แต่ความลับที่น่าภาคภูมิใจยิ่งกว่านั้นคือ สินค้าเหล่านี้ไม่ได้แค่ถูกผลิตในโรงงานบ้านเราเท่านั้น สินค้าหลายชิ้นคิดค้นและพัฒนาขึ้นจากมันสมองของนักวิจัยไทยในห้องแล็บย่านลาดกระบัง เพื่อเป็นต้นแบบนวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation) ที่ส่งออกไปแก้ปัญหาให้ผู้คนในกว่า 20 ประเทศทั่วทุกทวีป

คุณวิเวก ซิสท์ลา รองประธานฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ภูมิภาคเอเชียและหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนากลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในอาณาจักรของยูนิลีเวอร์ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก มีศูนย์วิจัยและพัฒนาประจำภูมิภาค (Regional R&D Center) เพียง 11 แห่งเท่านั้น และไทยคือหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ถูกยกสถานะให้เป็น “Design Market”
เพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของบุคลากรไทย ศูนย์ R&D แห่งนี้รวบรวม ผู้เชี่ยวชาญกว่า 120 ชีวิต โดยในจำนวนนี้มีถึง 25 คนที่จบการศึกษาระดับปริญญาขั้นสูง ที่น่าสนใจคือกว่า 66% ของทีมนักวิทยาศาสตร์เป็นผู้หญิง สะท้อนถึงมุมมองในการออกแบบผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ
“ประเทศไทยมีศักยภาพที่โดดเด่น และเป็นมากกว่าฐานการผลิต แต่เป็นหนึ่งในศูนย์วิจัยและพัฒนาที่สำคัญของยูนิลีเวอร์ระดับโลก… เราทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ในห้องทดลอง ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค และความสามารถในการผลิตจริงเข้าด้วยกัน”
สิ่งนี้ตอกย้ำว่า ไทยไม่ได้แค่รับสูตรมาจากเมืองนอก แต่ไทยคือผู้ออกแบบที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับ “Desire at Scale” หรือการสร้างความต้องการในวงกว้างผ่านนวัตกรรมที่จับต้องได้จริง

ยูนิลีเวอร์ถอดรหัสการสร้างนวัตกรรมสินค้าให้ประสบความสำเร็จผ่านแนวคิด SASSY ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของคุณภาพ แต่คือการสร้างให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม สร้างความผูกพันทางอารมณ์และทันสมัย ประกอบด้วย
เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ที่ดูเรียบง่าย คือการลงทุนมหาศาล ยูนิลีเวอร์อัดฉีดงบด้าน R&D สูงถึง 836 ล้านยูโรต่อปี (กว่า 3 หมื่นล้านบาท) พร้อมสิทธิบัตรรวมกว่า 16,500 ฉบับ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำเทคโนโลยี
หนึ่งในหัวใจสำคัญคือการวิจัย Microbiome (ไมโครไบโอม) หรือกลุ่มจุลินทรีย์บนผิวหนัง นักวิทยาศาสตร์ไทยมองผิวหนังมนุษย์เปรียบเสมือน “ป่าร้อนชื้น” (Tropical Forest) ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง หากรักษาสมดุลของจุลินทรีย์เหล่านี้ได้ ผิวก็จะแข็งแรงและอ่อนเยาว์ ปัจจุบันยูนิลีเวอร์ถือครองสิทธิบัตรด้านไมโครไบโอมเพียงอย่างเดียวมากกว่า 100 ฉบับ ซึ่งถูกนำมาพัฒนาเป็นโซลูชันเพื่อปกป้องผิวจากมลภาวะและความเครียดที่คนไทยเผชิญอยู่ทุกวัน

ในยุคที่เทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยนไวรมาก ยูนิลีเวอร์ใช้หลักการ “AI-Driven, People-Led” หรือการใช้ความเชี่ยวชาญของมนุษย์ทวีคูณด้วยดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนความเร็วในการทำงาน
ด้วย Digital Twins & Simulation ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถจำลองกระบวนการผลิตผ่าน Digital Twins เพื่อทำนายผลลัพธ์ล่วงหน้า ช่วยลดความผิดพลาดและประหยัดวัตถุดิบมหาศาล นอกจากนั้นเทคโนโลยีนี้ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถควบคุมเครื่องจักรในโรงงานจากระยะไกลได้ทั่วโลก
เดิมทีการพัฒนานวัตกรรมใหม่อาจใช้เวลา 1-2 ปี แต่ด้วยการจำลองผลลัพธ์ผ่าน AI ทำให้ปัจจุบันยูนิลีเวอร์สามารถเข็นนวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาดได้ภายในเวลาเพียง ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น
ก่อนจะกลายเป็นสินค้าบนชั้นวาง ทุกอย่างต้องผ่าน “Pilot Plant” หรือโรงงานจำลอง ถือเป็นขั้นตอนสำคัญระหว่างการพัฒนาสูตรในห้องทดลอง ก่อนนำไปผลิตจริงในโรงงาน โดยจำลองกระบวนการผลิตในสเกลที่เล็กกว่าโรงงานจริงประมาณ 50–100 เท่า เพื่อทดสอบและปรับปรุงกระบวนการให้พร้อมก่อน Scale up ในสายการผลิตจริง

หน้าที่หลักของ Pilot Plant หรือโรงงานจำลอง มี 3 ด้านหลักๆ คือ
หัวใจสำคัญคือ Pilot Plant ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง “ห้องแล็บ → การทดลองผลิต → โรงงานจริง” ช่วยให้ Unilever พัฒนาสินค้าได้เร็วขึ้น ลดของเสีย ประหยัดพลังงาน และลดความเสี่ยงที่อาจทำให้การผลิตล่าช้าหรือสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งนวัตกรรมใหม่ที่ผ่านโรงงานจำลองแห่งนี้มีอัตราการประสบคสามสำเร็จสูงถึง 90% เลยทีเดียว
บทบาทด้านการวิจัยและพัฒนาในไทยของยูนิลีเวอร์ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การปรับสูตรสินค้าให้เหมาะกับความต้องการของผู้บริโภคในประเทศอีกต่อไป แต่ได้ก้าวสู่การ ร่วมคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมระดับสากล (Co-developing Innovations) ที่สามารถนำไปต่อยอดสู่ตลาดในภูมิภาคและทั่วโลก นี่คือตัวอย่างความสำเร็จที่พิสูจน์ว่านวัตกรรมจากไทยคือของจริง



สำหรับยูนิลีเวอร์ ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายในระยะยาว แต่เป็นหลักคิดที่ถูกนำมาผสานอยู่ในทุกขั้นตอนของการพัฒนานวัตกรรม ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงกระบวนการผลิตจริง
แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาสูตรที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกใช้วัตถุดิบที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการลดการใช้พลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลาสติกรีไซเคิลจากผู้บริโภค (Post-Consumer Recycled Plastic: PCR) รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดของเสียและการใช้พลังงาน
โจทย์ที่ยากที่สุดของนักวิทยาศาสตร์ไทยคือการใช้ พลาสติก PCR (Post-Consumer Recycled) ในสัดส่วนที่สูงเพื่อลดการใช้พลาสติกใหม่ลง 29% แต่ยังต้องรักษา “Premium Aesthetics” ไว้ให้ได้ บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลของยูนิลีเวอร์จึงต้องดูสวยงาม การพิมพ์ต้องคมชัด และสัมผัสต้องดี ไม่ต่างจากพลาสติกใหม่ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อโลกโดยไม่ต้องลดทอนรสนิยม
“สิ่งที่เราภาคภูมิใจคือการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยสู่เวทีโลก ทุกวันนี้ทีมวิจัยและพัฒนาของไทยมีบทบาทสำคัญในการร่วมคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในหลายตลาดทั่วโลก อนาคตของนวัตกรรมไม่ได้วัดจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่าที่ดีขึ้นให้กับผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อมได้จริง เราจึงเดินหน้าผสานศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี AI และพัฒนาบุคลากรไทย เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งในวันนี้และอนาคต พร้อมส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สำคัญของยูนิลีเวอร์ในระดับโลกต่อไป” นายวิเวก กล่าวทิ้งท้าย






