
ETDA เดินหน้ายกระดับ AIGPC สู่การเป็นกลไกกลางด้านธรรมาภิบาล AI ของประเทศ พร้อมวางทิศทางปี 2570 เน้นเปลี่ยนจาก “หลักการ” ไปสู่ “การลงมือทำ” ด้วย AI Governance Sandbox พื้นที่ให้องค์กรนำ AI Solution และแนวทางเชิงนโยบายมาทดลองกับ Use Case จริง เพื่อค้นหาและประเมินความเสี่ยงก่อนนำไปใช้งานในวงกว้าง
นางสาวรจนา ล้ำเลิศ ที่ปรึกษา ETDA และผู้อำนวยการศูนย์ AIGPC ระบุว่า ความท้าทายของการใช้ AI ในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การทำให้องค์กรรู้จักหรือเริ่มใช้ AI แต่คือความแตกต่างด้านความรู้ ความพร้อม และความสามารถในการบริหารความเสี่ยงของแต่ละองค์กร

ETDA มองช่องว่างสำคัญออกเป็น 3 ด้าน หรือ “G-A-P”
G – Governance Knowledge Understanding คือช่องว่างด้านความรู้เกี่ยวกับการกำกับดูแล AI หลายองค์กรเริ่มใช้ AI แล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนว่า AI มีความเสี่ยงอะไร ต้องตรวจสอบข้อมูลและผลลัพธ์อย่างไร รวมถึงใครควรเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหาย
A – AI Readiness คือความพร้อมในการนำ AI ไปใช้งานจริง ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้ ChatGPT หรือ Chatbot ได้ แต่ต้องเข้าใจว่า AI ถูกนำไปใช้ในกระบวนการใด ข้อมูลมีความเหมาะสมหรือไม่ ผลลัพธ์ถูกต้องแค่ไหน มีอคติหรือไม่ และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร
ส่วน P – Principle to Practice คือการเปลี่ยนหลักการด้านจริยธรรม เช่น ความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความปลอดภัย และการลด Bias ให้กลายเป็นแนวทางที่สามารถนำไปใช้กับระบบ AI จริงได้
สำหรับปี 2570 ETDA จะเน้นคำว่า “Action” มากขึ้น โดยยกระดับ AIGPC ให้เป็นกลไกกลางในการขับเคลื่อน AI Governance Sandbox เปิดพื้นที่ให้องค์กรนำ AI Solution มาทดลองในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้
แนวคิดสำคัญคือ “ไม่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้” แต่ต้องค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนนำ AI ไปใช้งานจริง พร้อมกำหนดเกณฑ์ประเมินและปรับปรุงระบบให้เหมาะสม เช่น หากองค์กรสื่อพัฒนา “AI Reporter” ก็สามารถนำระบบเข้ามาทดสอบใน Sandbox เพื่อดูว่า AI มีความเสี่ยงด้านใด ข้อมูลมีความรอบด้านหรือไม่ ผลลัพธ์มีความคลาดเคลื่อนหรือ Bias หรือไม่ และควรวางระบบกำกับดูแลอย่างไร ก่อนนำไปใช้งานจริง
ETDA จะทำหน้าที่เชื่อมโยงเจ้าของ Use Case ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันทดลองและพัฒนาแนวทางกำกับดูแลให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละประเภท
อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญคือการทำงานร่วมกับประเทศสิงคโปร์ เพื่อพัฒนา “Test Prompt ภาษาไทย” สำหรับทดสอบการตอบสนองของ AI ต่อสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงและละเอียดอ่อนในบริบทของสังคมไทย เช่น เด็กสอบถามเรื่องการหนีออกจากบ้าน ผู้ใช้ถามเกี่ยวกับการทำร้ายตัวเอง หรือสถานการณ์ที่ AI อาจให้คำแนะนำซึ่งนำไปสู่อันตราย
แนวคิดนี้สะท้อนว่า AI อาจผ่านการทดสอบด้านเทคนิคทั่วไป แต่ยังต้องทดสอบเพิ่มเติมว่าเข้าใจ ภาษา วัฒนธรรม และบริบทของสังคมไทย ได้ดีเพียงใด
นอกจากนี้ ETDA ยังเตรียมผลักดัน AI Incident Exercise เพื่อจำลองสถานการณ์รับมือเหตุการณ์ด้าน AI ในระดับข้ามประเทศ เช่น AI Scammer ที่ใช้ AI ปลอมภาพ เสียง หรือข้อความ แอบอ้างเป็นบุคคลหรือหน่วยงานรัฐเพื่อหลอกลวงประชาชน ซึ่งอาจสร้างผลกระทบข้ามประเทศและต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในอาเซียน

ตลอดปี 2569 ETDA ได้วางรากฐานร่วมกับเครือข่ายกว่า 140 หน่วยงาน ครอบคลุม 20 กระทรวง พร้อมพัฒนา AI Governance Guideline, Toolkit และ AI EIA Playbook รวมถึงร่วมกับภาคธนาคารทดสอบ Ethical LLM และตั้งเป้าพัฒนาทักษะด้าน AI Governance ให้บุคลากรมากกว่า 120,000 คน
เครือข่ายดังกล่าวจะถูกนำมาต่อยอดเป็นกลไกสำคัญในการขยาย AI Governance ให้เกิดขึ้นในวงกว้าง โดย AIGPC จะทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนามาตรฐาน ทดลองแนวทาง และผลักดันการกำกับดูแลให้เดินหน้าไปพร้อมกับเทคโนโลยี
เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่การ “ห้ามใช้ AI” แต่คือการสร้างระบบที่ช่วยให้องค์กรรู้ว่าต้องบริหารความเสี่ยงอย่างไร มีผู้รับผิดชอบชัดเจน และทำให้ประชาชนกับภาคธุรกิจสามารถใช้ AI ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ






