
หลังจากคนไทยเริ่มคุ้นเคยกับ Agentic AI จากต่างประเทศ ที่วางแผนและทำงานหลายขั้นตอนได้เอง ไทยก็มีอีกก้าวสำคัญ เมื่อเนคเทค สวทช. เปิดตัว Pathumma Connect แพลตฟอร์ม Agentic AI ที่ต่อยอดจาก Pathumma LLM สามารถเชื่อมต่อข้อมูล เครื่องมือ และบริการต่างๆ เพื่อช่วยทำงานให้เสร็จภายในบทสนทนาเดียว

Pathumma LLM เป็นผลต่อยอดจากงานวิจัยด้านภาษาและเสียงภาษาไทยของเนคเทคที่ดำเนินมานานกว่า 20 ปี เปิดตัวในปี 2567 และถูกออกแบบให้เข้าใจภาษา บริบท และวัฒนธรรมไทย รองรับทั้งข้อความ, ภาพและเสียง หัวใจสำคัญคือ Agentic AI ที่สามารถวางแผนและทำงานแบบ Multi-step ได้ ไม่ใช่เพียงบอกผู้ใช้ว่าต้องทำอะไร
เช่น หากประชาชนต้องการใช้บริการภาครัฐ AI อาจช่วยตั้งแต่ ตรวจสอบสิทธิ เตรียมเอกสาร กรอกแบบฟอร์ม ไปจนถึงติดตามสถานะ โดยเชื่อมต่อกับระบบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปลี่ยจากแค่บอกข้อมูลกลายเป็น AI ที่ช่วยเดินเรื่องแทนผู้ใช้

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ AI Sovereignty หรือการที่ประเทศไทยสามารถควบคุมโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูลสำคัญของตัวเองได้ Pathumma ถูกพัฒนาในลักษณะ Open Model และสามารถนำไปติดตั้งแบบ On-premise ภายในหน่วยงานได้ ทำให้ข้อมูลสำคัญไม่จำเป็นต้องถูกส่งออกไปยังบริการ AI เชิงพาณิชย์จากต่างประเทศ
เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมากกับข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน เช่น ข้อมูลประชาชน เอกสารราชการ หรือข้อมูลภายในองค์กร เพราะหน่วยงานสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมในการประมวลผลได้เอง
อีกหนึ่งจุดแข็งคือ ความเข้าใจบริบทไทย ตั้งแต่ภาษา กฎหมาย ไปจนถึงรูปแบบการทำงานของหน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นโจทย์ที่โมเดลทั่วไปอาจไม่ได้ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ

ปัญหาใหญ่ของภาครัฐไม่ได้อยู่ที่ไม่มีข้อมูล แต่คือข้อมูลจำนวนมากยังอยู่ในระบบที่แยกจากกัน หรือที่เรียกว่า Data Silo มีการเก็บข้อมูลคนละฟอร์แมต ทาง Pathumma Connect จึงนำ MCP (Model Context Protocol) มาใช้เป็นกลไกเชื่อม AI เข้ากับข้อมูลและเครื่องมือของแต่ละหน่วยงาน โดยไม่จำเป็นต้องรื้อระบบเดิมทั้งหมด
ข้อมูลอาจอยู่ทั้งในเอกสาร PDF, Word, Excel หรือข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างแผนที่และข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม แต่ AI สามารถดึงข้อมูลเหล่านี้มาใช้ร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาเดียวกันได้
เป้าหมายคือทำให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานสามารถทำงานร่วมกันได้มากขึ้น และนำไปสู่แนวคิด One Chatbot ที่ประชาชนไม่ต้องรู้ว่าบริการที่ต้องการอยู่กับกระทรวงหรือกรมไหน แค่ถาม AI แล้วระบบช่วยประสานงานให้

Pathumma Connect วางการใช้งานไว้ 7 โดเมนหลัก ได้แก่ เกษตร ภาครัฐ น้ำ ท่องเที่ยว วัฒนธรรม การศึกษา และองค์กร โดยเฉพาะด้าน เกษตรและการจัดการน้ำ ที่มีโอกาสสร้างผลกระทบต่อชีวิตคนไทยโดยตรง เช่น การใช้ AI ช่วยพยากรณ์ผลผลิตพืชเศรษฐกิจได้ถึง 60 ชนิด รวมถึงสนับสนุนการวางแผนเพาะปลูกและเทคนิคนาเปียกสลับแห้ง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
ส่วนด้านน้ำ AI สามารถนำข้อมูลมาช่วยวิเคราะห์และวางแผนรับมือทั้ง น้ำท่วม น้ำแล้ง และความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการเกษตร แนวคิดจึงไม่ได้มอง AI ว่าเป็นเพียงเทคโนโลยีที่ “ฉลาดขึ้น” แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่นำไปใช้แก้ปัญหาจริงได้
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ Pathumma Connect ไม่ได้วาง AI ไว้เพื่อแทนที่คน แต่เป็น Co-pilot ที่รับงานซ้ำซ้อนและใช้เวลานานไปทำแทน เช่น การตรวจสอบเอกสารข้อเสนอโครงการจำนวนมากตามเกณฑ์ที่กำหนด AI สามารถทำงานต่อเนื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบผลลัพธ์และตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย

ในส่วนของภาครัฐ เนคเทคจับมือกับสำนักงาน ก.พ.ร. พัฒนาต้นแบบ Central Agentic Chatbot เพื่อให้ประชาชนสามารถสอบถามบริการจากหลายหน่วยงานผ่านจุดเดียว เบื้องต้นมี 5 หน่วยงานนำร่อง ได้แก่ กรมการปกครอง กรมที่ดิน อย. กรมสรรพากร และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
ส่วนหน่วยงานที่ยังไม่มี Chatbot สามารถใช้ LangMind เพื่อสร้าง AI จากองค์ความรู้และเอกสารของหน่วยงานได้ ส่วนหน่วยงานที่มีระบบอยู่แล้วสามารถเชื่อมต่อผ่าน Common API ก่อนนำทุกระบบมาเชื่อมกันบนแพลตฟอร์มเดียว
ก้าวต่อไปของ Pathumma คือการพัฒนาไปสู่ Government AI Platform as a Service เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้าง AI ใหม่ตั้งแต่ต้น ลดการลงทุนซ้ำซ้อน และทำให้ระบบต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น เนคเทคตั้งเป้าขยายการใช้งานไปยัง 100 หน่วยงานภายใน 2 ปีข้างหน้า พร้อมผลักดันการใช้งานครอบคลุมทั้ง 7 โดเมน
Pathumma Connect กำลังเป็นหนึ่งในคำตอบว่า AI ไทยอาจไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องความฉลาดของโมเดล แต่กำลังแข่งกันที่ว่า ใครสามารถนำ AI ไปแก้ปัญหาจริง และสร้างประโยชน์ให้ผู้ใช้ได้มากที่สุด






