
จิมมี เวลส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Wikipedia เผยยังไม่เชื่อใจ AI พอให้แก้บทความ แม้โมเดลรุ่นใหม่จะแม่นยำขึ้น แต่ปัญหา “Hallucination” หรือการสร้างข้อมูลที่ไม่ถูกต้องยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

“เราจะไม่ปล่อยให้ AI แก้ไขบทความโดยตรง เพราะยังไม่สามารถเชื่อถือได้มากพอ” เวลส์กล่าว พร้อมชี้ว่าปัญหาดังกล่าวแม้จะลดลงจากในอดีต แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่น่ากังวลสำหรับแพลตฟอร์มที่ให้ความสำคัญกับความถูกต้องของข้อมูลเป็นอันดับแรก
Wikipedia เองก็ไม่ได้ปิดกั้น AI ทั้งหมด โดยเวลส์มองว่า AI อาจเป็นผู้ช่วยที่มีประโยชน์ในการตรวจจับหรือแจ้งเตือนข่าวสารเฉพาะทางที่อาจหลุดรอดสายตาของเครือข่ายบรรณาธิการอาสาหลายล้านคนทั่วโลก ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนผู้ดูแลเนื้อหาสามารถอัปเดตข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ด้านความสัมพันธ์ระหว่าง Wikipedia และบริษัท AI กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เนื่องจากโมเดล AI จำนวนมากใช้ข้อมูลจาก Wikipedia เป็นแหล่งอ้างอิงหลักเพื่อตอบคำถามของผู้ใช้งาน ผลที่ตามมาคือ ปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์จากบอต AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนผู้เข้าชมที่เป็นมนุษย์กลับลดลงราว 8% ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เริ่มหันไปค้นหาคำตอบผ่านแชตบอต AI แทนการเข้าชมเว็บไซต์ต้นทางโดยตรง
แม้จำนวนผู้เข้าชมที่ลดลงจะเป็นสัญญาณที่ต้องจับตา แต่เวลส์มองว่ายังไม่ใช่ภัยคุกคามร้ายแรงต่อ Wikipedia เนื่องจากโมเดลธุรกิจของแพลตฟอร์มไม่ได้พึ่งพารายได้จากโฆษณาหรือยอดเข้าชมเป็นหลัก แต่ขับเคลื่อนด้วยเงินบริจาคจากผู้ใช้งานทั่วโลก
แต่เขาเรียกร้องให้บริษัท AI จ่าย “ส่วนแบ่งที่ยุติธรรม” สำหรับการใช้ทรัพยากรของ Wikipedia โดยระบุว่าการส่งคำขอจากระบบ AI หลายล้านครั้งต่อวันสร้างภาระต้นทุนด้านเซิร์ฟเวอร์และโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้
เวลส์เปิดเผยเพิ่มเติมว่า มูลนิธิ Wikimedia ได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่หลายแห่งแล้ว เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ขณะเดียวกันก็เริ่มใช้มาตรการจำกัดหรือบล็อกบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้งาน
ที่มา japantoday ภาพจาก wikimediafoundation และ Harleen Quinzellová





