
Nothing เปิดตัวสมาร์ตโฟนซีรีส์ใหม่เป็นที่เรียบร้อยกับ Nothing Phone (4b) ถ้าเทียบง่าย ๆ ก็เป็นรุ่นที่อยู่ตรงกลางระหว่าง Nothing Phone (a) กับ (3a) Lite ครับ นอกจากสมาร์ตโฟนแล้วก็ยังมี Nothing Ear (3a) มาด้วยเช่นเดียวกัน
Nothing Phone (4b) มีหน้าจอ OLED ขนาดใหญ่ 6.77 นิ้ว ความละเอียด 1080p+ รีเฟรชเรตหน้าจอ 120Hz ความสว่างหน้าจอสูงสุด 2,000 nits มีสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ ชิปเซ็ตเป็น Snapdragon 6 Gen 4 ในแง่ของประสิทธิภาพก็ถือว่าดีกว่าชิป MediaTek Dimensity 7300 Pro ที่ใช้ใน Nothing Phone (3a) Lite แต่ก็ด้อยกว่า Snapdragon 7s Gen 4 ที่ใช้ใน Nothing Phone (4a) ครับ
กล้องหลังของ Nothing Phone (4b) มีทั้งหมด 2 ตัว ได้แก่กล้องหลัก ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล เซนเซอร์ขนาด 1/2.76 นิ้ว รูรับแสงขนาด f/1.8 มีกันสั่น OIS รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 30fps หรือ 1080p 60fps ตามด้วยกล้อง Ultrawide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เซนเซอร์ขนาด 1.4 นิ้ว รูรับแสงกว้าง f/2.2 สุดท้ายคือกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล
เช่นเดียวกับ Nothing Phone รุ่นอื่น ๆ Nothing Phone (4b) จะมาพร้อมกับ Glyph Bar ที่ด้านหลังของเครื่อง โดยมีไฟขาวทั้งหมด 4 ช่อง ช่องหนึ่งเป็นไฟสีแดง สำหรับการจับเวลา และสามารถตั้งค่าอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ภายใน NothingOS
Nothing Phone (4b) รองรับการเชื่อมต่อ Dual-SIM ยกเว้นเครื่องที่วางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นจะเป็นเครื่องที่ใช้งาน eSIM การเชื่อมต่ออื่น ๆ รองรับ dual-band Wi-Fi 6 (ax), Bluetooth 6.0 และ NFC ลำโพงคู่ Stereo ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ตัวเครื่องกันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IP64 แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5,200mAh รองรับชาร์จไว 33W
ที่ด้านข้างของเครื่องมีปุ่ม Essential Key สำหรับใช้งาน Essential Voice, Essential Search และฟีเจอร์อื่น ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ระบบปฏิบัติการเป็น NothingOS 4.1 บนพื้นฐานของ Android 16 รองรับการอัปเดต OS นาน 3 ปี และอัปเดตความปลอดภัยนาน 6 ปี ราคาค่าตัวอยู่ที่
Nothing Ear (3a) เป็นหูฟังไร้สายรุ่นใหม่ในซีรีส์ (a) ที่ยังคงจุดเด่นด้านดีไซน์โปร่งใสอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ยกระดับทั้งคุณภาพเสียง ระบบตัดเสียงรบกวน และเพิ่มฟีเจอร์ AI ที่ช่วยให้หูฟังไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับฟังเพลงอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือสำหรับการบันทึกและจัดการข้อมูลเสียงในชีวิตประจำวัน
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของ Ear (3a) คือการอัปเกรดฮาร์ดแวร์ด้านเสียง โดยใช้ไดรเวอร์ Dynamic ขนาด 12 มิลลิเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นก่อน ส่งผลให้เสียงเบสหนักแน่นขึ้น รายละเอียดในย่านเสียงกลางและเสียงสูงมีความคมชัดมากขึ้น อีกทั้งยังรองรับมาตรฐาน Hi-Res Audio และ Codec LDAC สำหรับการส่งสัญญาณเสียงความละเอียดสูงผ่าน Bluetooth
ด้านระบบตัดเสียงรบกวนก็ได้รับการพัฒนาเช่นกัน โดยสามารถลดเสียงรบกวนได้สูงสุดถึง 45db พร้อมระบบ Adaptive ANC ที่สามารถปรับระดับการตัดเสียงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังปรับปรุงประสิทธิภาพในการลดเสียงพูดของผู้คนรอบข้างได้ดีกว่ารุ่นเดิม อีกทั้งยังมีโหมด Transparency ที่เปิดให้ผู้ใช้งานได้ยินเสียงภายนอกเมื่อต้องการความปลอดภัยหรือสนทนากับผู้อื่นโดยไม่ต้องถอดหูฟัง
ฟีเจอร์เด่นของหูฟังรุ่นนี้คือ Audio Snapshot ที่คล้าย ๆ แคปจอแต่เป็นการแคปเสียง แค่ผู้ใช้งานบีบก้านหูฟังทั้ง 2 ข้างพร้อมกัน ระบบจะบันทึกเสียงที่เพิ่งเกิดขึ้นย้อนหลังได้ถึง 30 วินาที และบันทึกต่อหลังจากที่กดอีกประมาณ 30 วินาที รวมเป็นไฟล์เสียงความยาวประมาณ 1 นาที เหมาะสำหรับการเก็บประโยคสำคัญระหว่างการประชุม ข้อมูลในห้องเรียน การฟังพอดแคสต์ หรือการสนทนาที่ต้องการรายละเอียดสำคัญ
ด้านแบตเตอรี่ Nothing Ear (3a) มีแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้สูงสุดประมาณ 10 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเมื่อปิดระบบ ANC และเมื่อรวมกับแบตเตอรี่ของเคส จะสามารถใช้งานได้นานถึง 42 ชั่วโมง หากเปิด ANC จะใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 6 ชั่วโมง หรือรวม 25 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคส อีกทั้งยังรองรับการชาร์จเร็ว โดยชาร์จเพียง 5 นาที ก็สามารถใช้งานต่อได้ประมาณ 1 ชั่วโมง สำหรับราคาอยู่ที่ 99 เหรียญ หรือประมาณ 3,300 บาทครับ








