
แม้ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของ Apple จะออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แต่บริษัทกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่จากต้นทุนชิปหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงในช่วงไตรมาสเทศกาลปลายปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของบริษัท

Apple คาดการณ์ว่าอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสสิ้นสุดเดือนธันวาคมจะอยู่ที่ 45–46% ลดลงจาก 47.9% ในไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่รายได้จากธุรกิจบริการ (Services) คาดว่าจะเติบโตเพียง 8–9% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ 10.7%
ผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ตามปีงบประมาณยังถือว่าแข็งแกร่ง โดย Apple ทำรายได้ 1.1448 แสนล้านเหรียญ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.1339 แสนล้านเหรียญ ส่วนกำไรอยู่ที่ 2.10 เหรียญต่อหุ้น สูงกว่าคาดการณ์ที่ 1.99 เหรียญต่อหุ้น โดยมีความต้องการ iPhone 18 Pro ในช่วงแรกและราคาขายที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ
John Ternus ซีอีโอของ Apple ระบุว่า ต้นทุนหน่วยความจำปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่บริษัทสามารถชดเชยผลกระทบบางส่วนได้จากสินค้าคงคลังเดิม รวมถึงต้นทุนชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ลดลง และการปรับราคาผลิตภัณฑ์บางรุ่นเพิ่มขึ้น
ขณะที่ Kevan Parekh ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) คาดการณ์ว่าต้นทุนหน่วยความจำจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ส่วน Sabih Khan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ระบุว่า Apple กำลังทำงานใกล้ชิดกับซัพพลายเออร์ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีชิ้นส่วนเพียงพอต่อการผลิต โดยภาระผูกพันในการจัดซื้อของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 3.3 หมื่นล้านเหรียญในไตรมาสที่ผ่านมา
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความต้องการชิปหน่วยความจำที่เพิ่มสูงขึ้นจากกระแสการลงทุนด้าน AI ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการทำกำไรจากการอัปเกรดความจุของอุปกรณ์ โดยนักวิเคราะห์มองว่าโจทย์สำคัญของ Apple คือการบริหารต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้น โดยไม่กระทบความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาคือ iPhone Duo มือถือจอพับรุ่นแรกของ Apple ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจนสินค้าหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงบนช่องทางออนไลน์ และมีลูกค้าเข้าคิวรอซื้อที่หน้าร้านเมื่อเดือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์รุ่นนี้กำลังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต โดย Ternus ยอมรับว่า Apple ยังผลิตสินค้าได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ และยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะกลับมาสมดุลเมื่อใด ส่วนกรณีลูกค้าร้องเรียนเรื่องหน้าจอแตกนั้น เขาระบุว่ามีเครื่องถูกส่งคืนด้วยปัญหาดังกล่าวเพียงเล็กน้อย และบริษัทกำลังดำเนินการเปลี่ยนเครื่องให้ลูกค้า
สำหรับยอดขาย iPhone ในไตรมาสล่าสุด ซึ่งรวม iPhone 18 Pro แต่ยังไม่รวม iPhone Duo อยู่ที่ 5.758 หมื่นล้านเหรียญ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 5.654 หมื่นล้านเหรียญ
ภายใต้การนำของ John Ternus ที่เข้ารับตำแหน่งซีอีโอเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา Apple ยังปรับกลยุทธ์การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ จากเดิมที่มักเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ส่วนใหญ่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง มาเป็นการทยอยเปิดตัวสินค้าในช่วงเวลาต่าง ๆ มากขึ้น โดยปีนี้เปิดตัว iPhone รุ่น Pro และ iPhone Duo ก่อน ส่วนรุ่นอื่น ๆ คาดว่าจะตามมาในปีหน้า
นอกจากนี้ Apple ยังเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่ใช่ iPhone หลายรายการ รวมถึงแล็ปท็อปหน้าจอสัมผัสรุ่นแรก และอุปกรณ์ศูนย์กลางสำหรับบ้านอัจฉริยะ (Smart Home Hub) รุ่นแรกของบริษัท นักวิเคราะห์มองว่ากลยุทธ์นี้มีเป้าหมายเพื่อกระจายรายได้ให้สม่ำเสมอตลอดทั้งปี แทนที่จะพึ่งพายอดขายจำนวนมากในช่วงเทศกาลปลายปีเพียงช่วงเดียว

เมื่อแยกตามกลุ่มธุรกิจ ยอดขาย Mac อยู่ที่ 1.079 หมื่นล้านเหรียญ สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่รายได้จากฑธุรกิจบิการอยู่ที่ 3.157 หมื่นล้านเหรียญ ใกล้เคียงกับตัวเลขคาดการณ์ ส่วนยอดขาย iPad และอุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) อยู่ที่ 6.23 พันล้านเหรียญ และ 8.30 พันล้านเหรียญตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้
ส่วนตลาดจีน Apple ทำรายได้ 1.754 หมื่นล้านเหรียญ ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 1.858 หมื่นล้านเหรียญ
อีกประเด็นที่บริษัทกำลังพิจารณาคือค่าใช้จ่ายด้าน AI โดย Ternus ระบุว่า Siri AI และฟีเจอร์บางอย่างที่ต้องประมวลผลผ่านโมเดลบนเซิร์ฟเวอร์มีต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่ง Apple อาจใช้การปรับราคาบริการ iCloud+ เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายดังกล่าว พร้อมกำหนดขีดจำกัดการใช้งานสำหรับฟีเจอร์ที่ต้องพึ่งพาระบบประมวลผลบนคลาวด์
แม้ Apple จะยังทำยอดขายได้แข็งแกร่ง แต่ต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น ปัญหากำลังการผลิต iPhone Duo และค่าใช้จ่ายด้าน AI กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญที่บริษัทต้องรับมือ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสเทศกาลปลายปีที่มีความสำคัญต่อรายได้ของ Apple มากที่สุด
ที่มา reuters






