กองทัพสหรัฐฯ เซ็นสัญญากับ 7 บริษัทเทค นำ AI มาใช้ในระบบลับ

THE SUMMARY:

เพนตากอนประกาศอย่างเป็นทางการว่ากองทัพได้เซ็นสัญญากับ 7 บริษัทเทคโนโลยีด้าน AI เพื่อนำโมเดล AI มาใช้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ลับของกองทัพ เปิดทางให้กองทัพสามารถใช้ความสามารถของ AI เพื่อช่วยในการทำสงครามได้

สัญญากับทั้ง 7 บริษัท ประกอบไปด้วย SpaceX, OpenAI, Google, Nvidia, Reflection, Microsoft, และ Amazon Web Services (AWS) โดยไม่มี Anthropic หรือบริษัทผู้พัฒนา Claude หลังจากทาง Anthropic ปฏิเสธที่จะให้โมเดล AI กับกองทัพไว้ใช้งาน ซึ่งเรื่องนี้ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาถึงกับควันออกหูเลยทีเดียว

กระทรวงกลาโหมได้เร่งการนำ AI มาใช้ในระบบ เทคโนโลยีนี้สามารถช่วยกองทัพในการลดเวลาที่ใช้ในการล็อกและโจมตีเป้าหมายในสนามรบ รวมถึงช่วยจัดการการบำรุงรักษาอาวุธและระบบลำเลียงเสบียงได้ดีขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ก็สร้างความกังวลว่าระบบอาจละเมิดความเป็นส่วนตัวของชาวอเมริกัน หรือมีการเปิดโอกาสให้อาวุธที่ขับเคลื่อนด้วย AI เลือกเป้าหมายที่จะโจมตีในสนามรบได้เอง โดยหนึ่งในบริษัทที่ทำสัญญากับกองทัพระบุว่า ข้อตกลงกำหนดให้มีการสั่งงานโดยมนุษย์ในบางสถานการณ์

AI เป็นประเด็นที่สร้างความกังวลในช่วงสงครามของอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธในกาซาและเลบานอน โดยมีรายงานว่าบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ได้สนับสนุนอิสราเอลในการติดตามเป้าหมายอย่างเงียบ ๆ แต่จำนวนผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนกลับเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าอาวุธสังหารเหล่านี้อาจมีส่วนทำให้ผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตเพิ่มขึ้นไปด้วย

เอมิล ไมเคิล (Emil Michael) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของกองทัพกล่าวกับ CNBC ว่าการพึ่งพาบริษัทเทคฯ เพียงรายเดียวถือเป็นเรื่องไม่เข้าท่านัก เหมือนกับตอนที่มีปัญหากับ Anthropic ไมเคิลระบุว่า การมีบริษัทหลายรายช่วยให้สามารถแก้ปัญหากรณีบริษัทบางรายไม่ยอมทำตามสิ่งที่กองทัพต้องการได้

บางบริษัทในสหรัฐฯ อย่าง Amazon และ Microsoft ร่วมงานกับกองทัพในระบบลับมานานแล้ว แต่กรณีอย่าง Nvidia และ Reflection เป็นบริษัทใหม่ที่มาร่วมงานกับกองทัพ ทั้ง 2 บริษัทพัฒนาโมเดล AI แบบโอเพนซอร์ส ซึ่งไมเคิลระบุว่าเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสร้างโมเดลอเมริกันเพื่อตอบโต้การพัฒนา AI อย่างรวดเร็วของจีน

ปัจจุบันกองทัพเริ่มใช้ AI ในงานที่คล้าย ๆ กับบริษัทหรืองานของประชาชนทำ เช่น จัดการงานที่มีความซ้ำ ๆ ที่มนุษย์ต้องใช้เวลานาน เช่น คาดการณ์การซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์ หรือวางแผนการเคลื่อนย้ายกำลังพลและอุปกรณ์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้วิเคราะห์โดรนว่าเป็นโดรนจากประชาชนทั่วไป หรือจากหน่วยงานอื่น ๆ ได้อีกด้วย

ประเด็นนี้สะท้อนจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพสหรัฐฯ ที่กำลังขยับจากการใช้ AI ในฐานะกองสนับสนุนไปเป็นแกนหลักของการตัดสินใจในสนามรบจริง การเลือกทำสัญญากับหลายบริษัทพร้อมกัน เช่น OpenAI, Google, Microsoft และ Amazon Web Services แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีรายเดียว และสร้าง ecosystem ด้าน AI ทางทหารที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีเท่านั้น แต่คือการแข่งขันอำนาจระดับโลกโดยเฉพาะกับจีน การผลักดันโมเดลแบบโอเพนซอร์สจากบริษัทอย่าง Nvidia และ Reflection อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อเร่งนวัตกรรมและกระจายความสามารถให้พัฒนาได้เร็วขึ้น

ที่มา APNews

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...