
กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจในวงการเทคโนโลยีเมื่อ 2 ซีอีโอคนสำคัญอย่างเจนเซ่น หวง (Jensen Huang) จาก Nvidia และ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) จาก Tesla ได้แสดงความคิดเห็นเดียวกันในวันเดียวกันว่าจีนจะเป็นใหญ่ด้าน AI แน่นอน
หวงบอกว่า สิ่งที่จีนมีและเป็นสิ่งที่แข็งแกร่งมากก็คือทรัพยากรบุคคล จำนวนบุคลากรที่มีความสามารถด้าน AI ของจีนมีมากกว่าบุคลากรของประเทศอื่น ๆ ทั้งหมดในโลกรวมกันเสียอีก ซึ่งปริมาณคนเก่งที่มหาศาลนี้จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้จีนสามารถสร้างสรรค์และผลิตเทคโนโลยี AI ที่ยอดเยี่ยมออกมาได้อย่างแน่นอน
จีนผลิตบุคลากรด้าน AI ต่อปีมากกว่าประเทศอื่น ๆ ทั้งหมดรวมกัน บุคลากรคือองค์ประกอบสำคัญที่สุดในการสร้าง AI แทบจะถูกกำหนดไว้แล้วว่าจีนจะสร้าง AI ที่มีคุณภาพออกมา เราควรเรียนรู้จากพวกเขาต่อไป จำนวนนักวิจัย AI ชาวจีนในซิลิคอนวัลเลย์ก็ถือว่ามีจำนวนมาอย่างมีนัยสำคัญ ผมยินดีมากที่พวกเขาเลือกจะอยู่ที่นี่
นอกจากประเด็นบุคลากรแล้ว หวงยังพูดถึงโมเดลขนาดใหญ่ของจีน โดยห่วงบอกว่าโมเดล Open Source คุณภาพสูงเป็นสิ่งที่ควรถูกนำไปใช้งาน หวงระบุว่าตลาดเคยเข้าใจ DeepSeek ผิด ส่วนตอนนี้ก็กำลังประเมิน Kimi ผิดเหมือนตอน DeepSeek โดยทั่วไปแล้ว ตลาดมักมองโมเดลจีนว่าไม่ปลอดภัย
หวงเชื่อว่าโมเดลขนาดใหญ่ที่ยอดเยี่ยมอย่าง DeepSeek และ Kimi จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่ออุตสาหกรรมทั้งหมด และเทคโนโลยีของโมเดลเหล่านี้จะกระจายไปอยู่หลาย ๆ ส่วนทั่วโลก

ในวันเดียวกัน มัสก์ให้สัมภาษณ์กับ The Economist โดยระบุว่า ในอนาคต จีนมีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นผู้นำด้าน AI แม้สหรัฐฯ จะมีมาตรการสั่งห้ามใช้โมเดลของจีน แต่มาตรการนี้จะไม่สามารถหยุดความก้าวหน้าของจีนเอาไว้ได้ โดยจีนมีข้อได้เปรียบในอุตสาหกรรม AI อยู่ 2 อย่าง
ศักยภาพด้านการจัดหาพลังงานไฟฟ้าเป็นปัจจัยชี้ขาด มัสก์ประมาณว่า ภายในปี 2026 กำลังการผลิตไฟฟ้าของจีนอาจสูงถึง 3 เท่าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพียงพอต่อการรองรับศูนย์ข้อมูล AI ที่กินพลังงานมหาศาลได้
มัสก์คาดการณ์ว่าจีนจะสามารถก้าวข้ามภาวะขาดแคลนชิปขั้นสูงที่เกิดจากมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐได้ในที่สุด ด้วยการพัฒนาเครื่องพิมพ์ลายวงจรขั้นสูง (photolithography machine) ขึ้นมาด้วยตัวเอง
มัสก์ยืนยันว่า มาตรการคว่ำบาตรหรือข้อจำกัดต่างๆ ที่สหรัฐอเมริกานำมาใช้เพื่อควบคุมการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนจะไม่สามารถใช้ขัดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าด้าน AI ของจีนได้เลย

การที่ผู้นำแห่งวงการเทคโนโลยีและผู้บุกเบิก AI ของโลกออกมาแสดงความเห็นที่เหมือนกันสะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่ว่า แม้จะมีความพยายามในการจำกัดการเข้าถึงชิปประมวลผล แต่ด้วยรากฐานด้านทรัพยากรบุคคลที่แข็งแกร่งและระบบนิเวศการพัฒนาที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จีนจะยังคงเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีที่โลกไม่อาจมองข้าม และกำลังเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำด้าน AI อย่างเต็มตัว
ที่มา Futunn






