Apple Intelligence ใหม่ พัฒนาร่วมกับ Google แต่ยังเน้นความเป็นส่วนตัวเหมือนเดิม

THE SUMMARY:

Apple Intelligence เป็นหนึ่งในฟีเจอร์เด่นที่ถูกพูดถึงภายในงาน WWDC ที่ผ่านมา โดยเฉพาะ Siri ที่ได้รับการอัปเกรดให้กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัว AI ที่ฉลาดขึ้น เข้าใจผู้ใช้มากขึ้น และสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ Apple ได้อย่างลึกซึ้งกว่าเดิม

เคร็ก เฟเดอริกี (Craig Federighi) รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของ Apple กล่าวระหว่างงาน WWDC ว่า AI ที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง ต้องมีศูนย์กลางอยู่ที่ความต้องการของผู้ใช้งาน แนวคิดของ Apple คือไม่ได้ต้องการให้ AI เป็นแค่แชตบอตแต่ต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ ใช้งานได้ง่ายโดยที่ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังใช้งาน AI อยู่

Apple เปิดตัวโมเดล AI ใหม่

Apple ได้นำโมเดลของ Google มาพัฒนาโมเดล AI ของตัวเองใหม่ทั้งหมด 5 โมเดลหรือ Apple Foundation Models (AFM) ได้แก่

  • AFM 3 Core: โมเดลพื้นฐานขนาด 3,000 ล้านพารามิเตอร์ ออกแบบมาเพื่อทำงานบนอุปกรณ์โดยตรง เช่น iPhone หรือ Mac จุดเด่นคือสามารถประมวลผลบนเครื่องได้โดยไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ตลอดเวลา
  • AFM 3 Core Advanced: โมเดลมัลติโมดัลขนาด 20 พันล้านพารามิเตอร์ Apple ระบุว่าเป็นโมเดลบนอุปกรณ์ที่ทรงพลังที่สุดของบริษัท โดยสามารถเข้าใจข้อมูลได้หลายรูปแบบ เช่น เสียง ภาษา และภาพ
  • AFM 3 Cloud: โมเดลที่ทำงานบนเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ ใช้สำหรับงานที่ต้องการพลังประมวลผลมากกว่าที่อุปกรณ์ทั่วไปจะรองรับได้
  • AFM 3 Cloud Image: โมเดล AI ด้านภาพโดยเฉพาะ ใช้ขับเคลื่อนเครื่องมือแต่งภาพ AI ใหม่ รวมถึงการอัปเดตฟีเจอร์ Image Playground ให้มีความสามารถมากขึ้น
  • AFM 3 Cloud Pro: โมเดลคลาวด์ที่ก้าวหน้าที่สุดของ Apple ถูกออกแบบมาสำหรับงานที่ซับซ้อน เช่น การใช้เครื่องมือแบบ agentic tool use และการให้เหตุผลเชิงลึกหรือ complex reasoning

โมเดลเหล่านี้ไม่ใช่แชตบอตหรือผู้ช่วย AI ที่ผู้ใช้พูดคุยด้วยโดยตรง แต่เป็นเหมือนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของ Apple Intelligence นั่นหมายความว่า ผู้ใช้งานจะไม่ได้กดเปิดใช้งาน AFM 3 Core หรือ AFM 3 Cloud Pro แบบตรง ๆ แต่จะสัมผัสความสามารถของโมเดลเหล่านี้ผ่าน Siri และฟีเจอร์ AI ต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ในอุปกรณ์ Apple ไม่ว่าจะเป็น iPhone, Mac, Apple Watch หรือแม้แต่ AirPods

หนึ่งในจุดสำคัญที่สุดของการอัปเกรดครั้งนี้คือ Siri รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นช่องทางที่ผู้ใช้งานสั่ง Apple Intelligence ได้ โดย Siri จะไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยที่สั่งงานด้วยเสียงแบบเดิม แต่จะเข้าใจภาษาธรรมชาติได้ดีขึ้น เข้าใจบริบทของผู้ใช้งานมากขึ้น และสามารถทำงานร่วมกับแอปต่าง ๆ ได้ลึกขึ้น ตัวอย่างเช่น สามารถเข้าใจสิ่งที่ผู้ใช้งานพูดแม้ประโยคจะไม่สมบูรณ์หรือขาดไป การใช้ข้อมูลจากหลาย ๆ แอป หรือการช่วยจัดการงานที่ต้องใช้หลายขั้นตอน

Apple ยังเปิดทางให้นักพัฒนาสามารถใช้ Core AI เพื่อสร้างแอปและฟีเจอร์ใหม่ ๆ บนพื้นฐานของโมเดล AI เหล่านี้ได้ นั่นหมายความว่า Apple Intelligence จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่แอปของ Apple เอง แต่มีโอกาสคุณสมบัติต่าง ๆ จะขยายไปสู่แอปจากนัพัฒนาคนอื่น ๆ ด้วย

ยังเน้นความเป็นส่วนตัวเหมือนเดิม

แม้ Apple จะร่วมมือกับ Google และมีโมเดลบางส่วนที่ทำงานบนคลาวด์ แต่บริษัทก็ยังเน้นย้ำเรื่องความเป็นส่วนตัวเหมือนที่ทำตลอดมา โดย Apple ระบุว่าโมเดลทั้งหมดทำงานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐาน Private Cloud Compute ของบริษัท นั่นหมายความว่า Apple จะไม่จัดเก็บข้อมูลส่วนตัวหรือประวัติการสนทนาของผู้ใช้ แม้แต่ AFM 3 Cloud Pro ซึ่งทำงานผ่าน Google Cloud และใช้ GPU ของ Nvidia ก็ยังอยู่ภายใต้การป้องกันความเป็นส่วนตัวลักษณะเดียวกัน

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป เรื่องนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวลมากนัก แต่สำหรับภาคธุรกิจและองค์กร ประเด็นเรื่องข้อมูล ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการใช้งาน AI ในองค์กรต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลภายใน เอกสารสำคัญ และข้อมูลลูกค้า Apple ยังระบุว่าโมเดล AI ใหม่เหล่านี้ถูกฝึกด้วยข้อมูลที่เป็นสาธารณะ ข้อมูลที่ Apple ได้รับสิทธิ์ใช้งานอย่างถูกต้อง และข้อมูลสังเคราะห์หรือ synthetic data ซึ่งบริษัทระบุว่าไม่ได้ใช้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานในการฝึกโมเดลแต่อย่างใด นอกจากนี้ Apple ยังกล่าวว่า บริษัทเคารพสิทธิ์ของผู้เขียนเนื้อหาบนเว็บไซต์ที่เลือกไม่อนุญาตให้ใช้ข้อมูลของตนในการฝึก AI ด้วย

Apple เลือกเดินคนละแบบ

ฟรานซิสโก เฆโรนิโม (Francisco Jeronimo) รองประธานฝ่ายอุปกรณ์ลูกค้าของ IDC ระบุว่า Apple ต้องการให้ AI ของตนมีความน่าเชื่อถือและเนียนไปกับการใช้งานทั่ว ๆ ไปโดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้สึกตัว หาก Apple ทำให้ AI ถูกใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นส่วนตัว และมีประโยชน์จริงสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป AI จะไม่เพียงช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศของ Apple เท่านั้น แต่จะเพิ่มประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นด้วย

ที่มา CNET

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...