นี่คือเครื่องมือ AI ที่ใช้วิเคราะห์ใบหน้าเพื่อวิเคราะห์โอกาสหายจากโรคมะเร็ง

THE SUMMARY:

ใบหน้าของคนเราไม่ได้สะท้อนแค่อารมณ์ แต่ยังบอกถึงอายุ สุขภาพ และผลกระทบจากความเครียดหรือไลฟ์สไตล์ได้ด้วย บางคนจึงดูแก่กว่าอายุจริงแม้อายุเท่ากัน

นักวิจัยจาก Mass General Brigham ในสหรัฐฯ ได้พัฒนา AI ชื่อ FaceAge ที่สามารถประเมิน biological age หรืออายุทางชีวภาพจากภาพถ่ายใบหน้าเพียงภาพเดียวได้ โดยอายุชีวภาพหมายถึงสภาพความเสื่อมของร่างกายจริง ๆ ไม่ใช่อายุที่นับตามปีเกิด
ซึ่งทีมวิจัยพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งมักมีใบหน้าที่ดูแก่กว่าอายุจริงประมาณ 5 ปี และยิ่งดูแก่กว่ามากเท่าไร ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะมีผลลัพธ์การรักษาที่สำเร็จน้อยลงไปเท่านั้น

FaceAge ทำงานอย่างไร? นักวิจัยใช้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า Face Aging Rate (FAR) ซึ่งวัดความเร็วในการแก่ของใบหน้าจากภาพถ่ายหลายช่วงเวลา ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยมีอัตราแก่ของใบหน้าเร็วกว่าอายุจริงเฉลี่ยถึง 40%, ค่า FAR ที่สูงมีความสัมพันธ์กับอัตราการรอดชีวิตที่ต่ำกว่า และ ความแม่นยำจะยิ่งสูงขึ้น เมื่อใช้ภาพถ่ายที่ห่างกันมากกว่า 2 ปี โดยข้อมูลนี้ได้มาจากการวิเคราะห์ภาพของผู้ป่วยมะเร็ง 2,276 คน ที่เข้ารับการฉายรังสีอย่างน้อย 2 ครั้ง ที่ Brigham and Women’s Hospital ระหว่างปี 2012–2023

นอกจาก FAR ยังมีอีกค่าหนึ่งคือ FaceAge Deviation (FAD) ซึ่งดูจากภาพเดียวว่าบุคคลนั้นดูแก่หรืออ่อนกว่าอายุจริงแค่ไหน ผลการทดลองพบว่า คนที่มีทั้ง FAD และ FAR สูง มีโอกาสรอดชีวิตต่ำกว่าอย่างชัดเจน แต่โดยรวมแล้ว FAR มีความแม่นยำกว่า FAD ที่ดูจากภาพเดียว ดังนั้น การติดตามความเปลี่ยนแปลงของใบหน้า จึงมีประโยชน์มากกว่าการดูเพียงจุดเดียว

นักวิจัยระบุว่า การใช้เทคโนโลยีนี้ตรวจสอบสุขภาพจากใบหน้าสามารถช่วยวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล, ช่วยแพทย์ให้คำแนะนำผู้ป่วยได้แม่นยำขึ้นและสามารถกำหนดความถี่รวมถึงความเข้มข้นของการติดตามอาการได้ด้วย ที่สำคัญคือเป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด ติดตามสุขภาพได้เรียลไทม์ และต้นทุนต่ำด้วย

ถือว่าเป็นประโยชน์ของ AI ที่ทำให้เราได้เครื่องมือย่าง FaceAge ซึ่งแสดงให้เห็นศักยภาพของเทคโนโลยีในการยกระดับระบบสาธารณสุขอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการประเมินสุขภาพเชิงลึกจากข้อมูลที่เข้าถึงง่ายอย่างการใช้แค่ภาพถ่ายใบหน้า ช่วยให้แพทย์ตรวจจับความเสี่ยงหรือแนวโน้มของโรคได้เร็วขึ้น วางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคลได้แม่นยำขึ้น และติดตามการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้วิธีที่ซับซ้อนหรือมีค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถดูแลสุขภาพแบบป้องกันไว้ก่อนได้มากขึ้น เพราะสามารถประเมินความเสื่อมของร่างกายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้ผู้คนสามารถปรับพฤติกรรมได้ทันเวลา

ที่มา Euronews

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...