
อนาคตของเกม Nintendo Switch 2 ในรูปแบบตลับอาจกำลังสั่นคลอน หลัง Macronix ซัพพลายเออร์หน่วยความจำรายหลักของตลับเกมอาจถอนตัวจากธุรกิจ เนื่องจากมองว่าทำกำไรได้น้อย ท่ามกลางต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นและกระแสเกมดิจิทัลที่เติบโตต่อเนื่อง

David Gibson นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมเกมจาก MST Financial เปิดเผยว่า ธุรกิจหน่วยความจำแบบ ROM ของ Macronix ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการผลิตตลับเกม Nintendo มีสัดส่วนยอดขายไม่ถึง 5% ในไตรมาสล่าสุด ลดลงอย่างมากจาก 23% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ธุรกิจหน่วยความจำประเภท eMMC และ NAND กลับเติบโตได้ดีกว่า
แม้ Macronix จะไม่ใช่ผู้ผลิตหน่วยความจำเพียงรายเดียวของ Nintendo แต่ก็เป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์หลัก หากบริษัทถอนตัวและ Nintendo ไม่สามารถหาผู้ผลิตรายอื่นมาทดแทนได้ทัน ก็อาจส่งผลต่อการผลิตและวางจำหน่ายเกมแบบตลับในอนาคต แม้ผลกระทบอาจยังไม่เกิดขึ้นในทันที แต่ก็มีแนวโน้มผลักดันให้ Nintendo หันไปให้ความสำคัญกับการขายเกมดิจิทัลมากขึ้น

แนวโน้มนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้เล่นในปัจจุบัน โดย Nintendo เคยเปิดเผยในรายงานผลประกอบการเมื่อเดือนสิงหาคมว่า ยอดขายเกมบนแพลตฟอร์มของบริษัทเกือบ 60% มาจากช่องทางดิจิทัลแล้ว ขณะที่ Mat Piscatella นักวิเคราะห์จาก Circana มองว่าเกมแบบตลับอาจเหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 ปี แม้ยอดขายเกมรูปแบบกายภาพในสหรัฐฯ ปีนี้จะขยับขึ้นเล็กน้อย โดยมี Switch 2 เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญก็ตาม
นอกจากนี้ Nintendo ยังเริ่มตั้งราคาเกมเวอร์ชันตลับสูงกว่าเวอร์ชันดิจิทัลถึง 10 ดอลลาร์ เช่น Fire Emblem: Fortunes Weave ที่วางจำหน่ายในราคา 70 ดอลลาร์สำหรับเวอร์ชันดิจิทัล และ 80 ดอลลาร์สำหรับเวอร์ชันตลับ สะท้อนให้เห็นว่าการเป็นเจ้าของเกมในรูปแบบกายภาพอาจมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อย ๆ
สถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อเกมจากผู้จัดจำหน่ายภายนอกมากเป็นพิเศษ เพราะปัจจุบันหลายค่ายเลือกใช้ Game-key Cards หรือการ์ดที่ไม่ได้บรรจุข้อมูลเกมไว้จริง แต่ทำหน้าที่เป็นกุญแจให้ผู้เล่นดาวน์โหลดเกมผ่านระบบออนไลน์ก่อนจึงจะเล่นได้
แม้ผู้เล่นจะยังสามารถนำการ์ดไปขายต่อหรือแลกเปลี่ยนได้ แต่การใช้งานก็ยังต้องพึ่งพาระบบและเซิร์ฟเวอร์ของ Nintendo ทำให้ความเป็นเจ้าของเกมในรูปแบบกายภาพไม่ได้สมบูรณ์เหมือนตลับที่มีข้อมูลเกมอยู่ภายในทั้งหมด
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือปัญหาการขาดแคลนหน่วยความจำที่กำลังกระทบห่วงโซ่อุปทาน โดยตลับเกมของ Nintendo มีความจุสูงสุด 64GB หากเกมมีขนาดใหญ่กว่านั้น ต้นทุนการผลิตก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ผู้จัดจำหน่ายเกม Third-party ต้องคิดหนักว่าจะผลิตเกมในรูปแบบตลับต่อไปหรือไม่
ตัวอย่างเช่น The Elder Scrolls V: Oblivion Remastered และ Indiana Jones and the Great Circle ที่บรรจุข้อมูลเกมทั้งหมดไว้ในตลับ ต่างได้รับความสนใจจากนักสะสมจนสินค้าหมดอย่างรวดเร็ว
หาก Macronix ถอนตัวจากตลาดจริง และ Nintendo ไม่สามารถหาซัพพลายเออร์รายใหม่มาทดแทนได้ทัน ตลับเกมที่บรรจุข้อมูลเกมครบถ้วนอาจกลายเป็นสินค้าหายากและมีราคาสูงขึ้นในอนาคต จากเดิมที่เคยเป็นทางเลือกปกติของผู้เล่น อาจกลายเป็นของสะสมสำหรับคนที่ต้องการเป็นเจ้าของเกมอย่างแท้จริง
ที่มา gizmodo






