ชาร์จไร้สายสะดวกกว่า แต่เปลืองไฟมากกว่า ความร้อนที่เกิดส่งผลอายุใช้งานแบตเตอรี่

THE SUMMARY:

การชาร์จแบบไร้สาย (Wireless Charging) แม้จะสะดวกสบายไม่ต้องเสียบสายชาร์จให้ยุ่งยาก แต่กลับเปลืองไฟกว่าการชาร์จผ่านสายเคเบิลถึง 30-40% รวมถึงความร้อนที่เกิดส่งผลอายุใช้งานแบตเตอรี่

หัวใจของการชาร์จไร้สายคือการส่งพลังงานผ่านสนามแม่เหล็กไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า “การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า” พลังงานจะถูกส่งจากขดลวดในแท่นชาร์จไปยังขดลวดในตัวสมาร์ทโฟน

กระบวนการชาร์จมีความซับซ้อนกว่าการส่งไฟฟ้าผ่านสายโดยตรง ทำให้เกิดการสูญเสียพลังงานระหว่างทาง อีกทั้งยังมีช่องว่างอากาศระหว่างแท่นชาร์จกับตัวเครื่อง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความร้อนและลดประสิทธิภาพการส่งพลังงาน หากผู้ใช้ใส่เคสโทรศัพท์หนา หรือมีสิ่งกีดขวางระหว่างอุปกรณ์กับแท่นชาร์จ ประสิทธิภาพก็จะลดลงไปอีก

wireless charger

ชาร์จไร้สายใช้ไฟมากกว่าชาร์จผ่านสาย

ข้อมูลจากการศึกษาหลายฉบับชี้ว่า สมาร์ตโฟนเครื่องเดียวกันอาจใช้พลังงานมากกว่าถึง 30-40% เมื่อต้องชาร์จผ่านแท่นชาร์จไร้สาย เทียบกับการชาร์จผ่านสายโดยตรง เช่น สมาร์ตโฟนที่ต้องใช้พลังงานประมาณ 15 Wh เพื่อชาร์จจาก 0-100% ผ่านสาย อาจต้องใช้พลังงานสูงถึง 21 Wh เมื่อชาร์จแบบไร้สาย

การวางตำแหน่งโทรศัพท์ไม่ตรงกับขดลวดรับพลังงานบนแท่นชาร์จ ยังสามารถทำให้ประสิทธิภาพลดลงอย่างมาก และทำให้สูญเสียพลังงานเพิ่มขึ้นอีก สัญญาณที่เห็นได้ชัดคือความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างการชาร์จ ซึ่งเป็นพลังงานส่วนหนึ่งที่สูญเสียไปโดยไม่ได้ถูกนำมาใช้ชาร์จแบตเตอรี่

แม้การสูญเสียพลังงานเพียงไม่กี่วัตต์ต่อวันของสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่องอาจดูไม่มากนัก แต่เมื่อคูณกับจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก ผลกระทบกลับมีขนาดมหาศาล

ปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนใช้งานอยู่ทั่วโลกมากกว่า 7.6 พันล้านเครื่อง เพียงแค่ 30% ของสมาร์ตโฟนทั้งหมดใช้วิธีชาร์จไร้สายเป็นประจำ จะก่อให้เกิดการใช้พลังงานส่วนเกินรวมกันหลายพันกิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ซึ่งเพียงพอสำหรับจ่ายไฟให้บ้านเรือนจำนวนมหาศาลได้ตลอดทั้งปี

ความร้อนอาจส่งผลต่ออายุแบตเตอรี

ความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างการชาร์จไร้สายยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจเร่งการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในระยะยาว แม้สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่จะมีระบบควบคุมอุณหภูมิและกลไกป้องกันความร้อนสูงเกินไป แต่เมื่ออุณหภูมิแบตเตอรี่เพิ่มสูง ระบบมักจะลดความเร็วในการชาร์จลงโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันความเสียหาย

ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ใช้งานแท่นชาร์จในพื้นที่ที่มีการระบายอากาศดี และหลีกเลี่ยงการวางไว้ใต้หมอน ผ้าห่ม หรือวัสดุที่กักเก็บความร้อน

ความปลอดภัยยังเป็นเรื่องสำคัญ

แท่นชาร์จไร้สายคุณภาพต่ำที่ไม่ได้มาตรฐานอาจไม่มีระบบตรวจจับวัตถุโลหะหรือเซ็นเซอร์ควบคุมอุณหภูมิที่เพียงพอ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยระหว่างการใช้งาน

นอกจากนั้นแท่นชาร์จกำลังสูงบางรุ่นยังอาจสร้างสนามแม่เหล็กที่ส่งผลต่ออุปกรณ์ทางการแพทย์บางประเภท เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ ทำให้ผู้ใช้งานควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้

แม้การชาร์จไร้สายจะยังมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ แต่เทคโนโลยีก็กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มาตรฐานใหม่อย่าง MagSafe และ Qi2 ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการจัดตำแหน่งขดลวด ลดการสูญเสียพลังงาน และเพิ่มความเร็วในการชาร์จ

ทางผู้เชี่ยวชาญมองว่าการชาร์จไร้สายอาจยากที่จะมีประสิทธิภาพเทียบเท่าการชาร์จผ่านสายได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากธรรมชาติของการส่งพลังงานผ่านสนามแม่เหล็กยังคงมีการสูญเสียพลังงานมากกว่าการเชื่อมต่อโดยตรง

ทั้งนี้การเลือกใช้งานขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้ หากให้ความสำคัญกับความสะดวก การชาร์จไร้สายยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่หากต้องการประหยัดพลังงาน ชาร์จได้เร็วกว่า และลดผลกระทบต่อแบตเตอรี่ในระยะยาว การชาร์จผ่านสายยังคงเป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบัน

ที่มา:engadget

นักเขียนสาย Introvert ที่ชื่นชอบเรื่องนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ใช้เวลาว่างกับ มังงะ, เสียงเพลงและ idol

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...