Samsung ถอยทีวี 8K กลับมาลุย 4K เต็มตัวในไทย เจาะลึก Micro RGB เทียบ OLED พร้อมจอไร้แสงสะท้อนรุ่นล่าสุด

THE SUMMARY:

หลัง Samsung รุกตลาดทีวี 8K อยู่หลายปี แต่ผลตอบรับจากตลาดค่อนข้างเงียบจึงปรับทัพใหม่ กลับมาโฟกัสทีวี 4K ที่ไลน์อัปปี 2026 นี้จะโปรโมตว่า “จอที่ไม่ปฏิเสธความล้ำ” พร้อมลุยเทคโนโลยีใหม่คือ Micro RGB ที่ให้ขอบเขตสีกว้าง และให้ความสว่างสูง ควบคู่กับการพัฒนาหน้าจอลดแสงสะท้อน (Glare Free) รุ่นใหม่ที่ทำให้สามารถดูทีวีให้ห้องสว่างได้สบาย และยังให้ความดำของภาพที่ดีอยู่ และเริ่มใส่ AI เข้าไปมากขึ้นด้วย โดยเรียกว่า Vision AI Companion (VAC)

เจาะลึกจอภาพ Micro RGB

หน้าจอ Micro RGB ถือเป็นเทคโนโลยีหน้าจอระดับบนที่เอามาเทียบกับ OLED มาตรฐานที่คนทั่วไปยอมรับว่าเป็นจอที่ให้คุณภาพสูง โดย Micro RGB พัฒนาจาก Mini LED เดิมที่ซัมซุงเคยใช้ หลายอย่างคือ

  • หลอดภาพขนาดเล็กระดับไมครอน: เทคโนโลยีนี้ใช้ Micro-sized RGB LED ที่มีขนาดเล็กกว่า 100 ไมโครเมตร ซึ่งเล็กบางเท่าเส้นผมมนุษย์
  • กำเนิดสีได้ด้วยตัวเอง: แตกต่างจากทีวีแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ฟิลเตอร์สีปิดหน้าเพื่อเปลี่ยนแสงสีขาว แต่ Micro RGB สามารถเปล่งแสงสีบริสุทธิ์ (Red, Green, Blue) ได้ด้วยตัวเองในทุกๆ พิกเซล ทำให้ได้สีที่อิ่มแน่น
  • สีสันแม่นยำ 100%: ด้วยระบบ Micro RGB Precision Color 100 ที่สามารถแสดงผลช่วงสีตามมาตรฐาน BT.2020 ครบถ้วนถึง 100% และผ่านการรับรองความแม่นยำจากสถาบัน VDE
    • BT.2020 คือมาตรฐานสีสำหรับการผลิตและแพร่ภาพเนื้อหาความละเอียดสูง 4K/ 8K ถือเป็นมาตรฐานสียุคใหม่ที่ออกมารับกับอุปกรณ์ยุคใหม่ที่มีความสามารถมากขึ้น โดยกำหนดขอบเขตสีกว้างถึง 75.8% ของสีที่ตามนุษย์มองเห็น เทียบกับมาตรฐานเดิมคือ sRGB/BT.709 ที่ให้ขอบเขตสีเพียง 35.9% หรือ DCI-P3 ที่ให้ขอบเขตสี 53.6%

ซึ่งสามารถเทียบกับ OLED ได้ตามตารางนี้

MicroRGB / RGB Mini LEDOLED
Black Levelยังมีแสงรั่วจาก zoneดับเป็นราย pixel ทำให้สีดำสนิทจริง
Haloยังมี แต่น้อยลงถ้าแบ่งโซนละเอียดไม่มี halo
Local Dimmingควบคุมระดับโซนที่ใหญ่กว่าควบคุมระดับ pixel ที่ละเอียด
Color Gamut100% BT.2020~90–95% BT.2020 บน QD-OLED, น้อยกว่าบน W-OLED
Color Smearอาจมีปัญหาสีรั่วบ้าง เช่น เมื่อสีจัดๆ อยู่ติดกับพื้นที่สว่าง แสงสีอาจรั่วออกมา ไม่มี
Peak Brightnessสูงมาก ทำได้ระดับ 2,000 – 3,000 nitทำได้ต่ำกว่า ระดับ 1,000 – 1,500 nit
Full-screen Brightnessสูงต่ำกว่า เพราะมีการจำกัดความสว่างขณะแสดงภาพสว่างทั้งจอ
HDR Highlightจอสว่างกว่า ทำให้ HDR ส่วนสว่างเด้งกว่าทำได้ดี
Burn-inไม่มีความเสี่ยง แต่อาจมีความเสี่ยงจากหลอด RGB เสื่อมมีความเสี่ยงหากใช้งานหนักซ้ำๆ
ชวพจน์ เทียนทอง ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจภาพและเสียง บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด
ชวพจน์ เทียนทอง ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจภาพและเสียง บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด

สรุป Micro RGB เหมาะกับการใช้ในห้องสว่างที่จอต้องสว่างสู้แสงได้ ในขณะที่ต้องการคุณภาพและสีสันที่ดี ส่วน OLED ยังเหนือกว่าในแง่คุณภาพที่ Contrast เปิด-ปิดได้เป็นรายพิกเซล ให้ภาพที่สมบูรณ์ในห้องเแสงน้อย

โดยทีวี Samsung Micro RGB เริ่มต้นที่ขนาด 55 นิ้ว (รุ่น R85H) ในราคา 49,990 บาท ไล่เรียงไปจนถึงระดับซูเปอร์พรีเมียมขนาด 115 นิ้ว ในราคา 1,299,990 บาท

ชารียา เข็มทอง หัวหน้าฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ ซัมซุง นำเสนอไลน์อัปทั้งหมดของทีวี
ชารียา เข็มทอง หัวหน้าฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ ซัมซุง นำเสนอไลน์อัปทั้งหมดของทีวี

ซึ่งซัมซุงก็มีเทคโนโลยีจอให้เลือกครบไลน์ทั้งแผงหน้าจอระดับพรีเมียมคือ Micro RGB, OLED และ Neo QLED และแผงหน้าจอสำหรับคนทั่วไปคือ Mini LED, Crytral UHD และหน้าจอแบบ FHD หรือ HD ก็ยังมีให้เลือกซื้ออยู่

หน้าจอ Glare Free ไร้แสงสะท้อนรุ่นใหม่

จะเห็นว่าจอซ้ายแบบ Glare Free ไม่ได้สะท้อนแสงไฟนีออนและหลอดไฟมาเหมือนจอขวา
จะเห็นว่าจอซ้ายแบบ Glare Free ไม่ได้สะท้อนแสงไฟนีออนและหลอดไฟมาเหมือนจอขวา

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาแก้ปัญหาโลกแตกของการดูทีวีคือหน้าจอ Glare Free ซึ่งพัฒนามาถึงปีที่ 3 แล้ว โดยออกแบบพื้นผิวหน้าจอให้มีความขรุขระในระดับไมโคร เพื่อหักเหแสงที่ตกกระทบออกไปเป็นความฟุ้งของแสงแทนที่จะเห็นชัดเป็นดวงไฟ หรือเงาสะท้อน ทำให้แสงจากหลอดไฟหรือแสงแดดไม่สะท้อนแยงตาผู้รับชม

เทคโนโลยีนี้ไม่ใช่แค่การนำฟิล์มมาแปะทับไว้บนกระจกเหมือนหน้าจอทั่วไป แต่เป็นชิ้นกระจกที่ทำขึ้นพิเศษ ทำให้รักษาระดับคอนทราสต์และความดำสนิทของภาพไว้ได้แม้จะอยู่ในห้องที่สว่างจ้า ซึ่งการลดแสงสะท้อนช่วยทำให้ผู้ชมรู้สึกสบายตาและได้ภาพที่สมจริงใกล้เคียงกับการมองภาพด้วยตาเปล่ามากที่สุด

ทั้งนี้ ซัมซุงได้นำเทคโนโลยี Glare Free มาใช้กับทีวีในกลุ่มพรีเมียม เช่น ทีรีส์ S90HP เป็นต้น

(ซ้าย) แผงหน้าจอ Mini LED (ขวา) Quantum Mini LED

ทีวีสู่เพื่อนคู่คิดด้วย Vision AI Companion (VAC)

ซัมซุงได้นำระบบ AI เข้ามาผสานอย่างเต็มรูปแบบภายใต้ชื่อ Vision AI Companion เพื่อเปลี่ยนทีวีให้เป็น Entertainment Companion โดยมีความสามารถหลายอย่างคือ:

  • AI Soccer Mode และ AI Football Mode Pro: ระบบสามารถวิเคราะห์สถานการณ์บนหน้าจอแบบเรียลไทม์ แยกสีเสื้อผู้เล่น แยกเสียงคนพากย์ออกจากเสียงบรรยากาศในสนาม พร้อมดึงข้อมูลสถิติหรือโปรไฟล์ผู้เล่นขึ้นมาแสดงบนหน้าจอแบบ Split Screen ได้ทันที
  • การโต้ตอบด้วยภาษาธรรมชาติ: ผู้ใช้สามารถกดปุ่มไมโครโฟนบนรีโมทแล้วถามคำถามกับทีวีได้เหมือนคุยกับเพื่อน โดยระบบจะดึงข้อมูลผ่าน Search Engine อัจฉริยะ ในเบื้องต้นรองรับภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ ส่วนภาษาไทยจะได้รับการอัปเดตในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
  • ปรับระดับเสียงพูดแยกจากเสียงพื้นหลัง: AI สามารถวิเคราะห์เพื่อดึงเสียงพูดให้ดังขึ้นหรือเบาลง พร้อม ๆ กับการเลือกปรับระดับเสียงอื่น ๆ ได้ ทำให้การชมเนื้อหาอย่างหนังแอคชันทำได้สนุกขึ้น ไม่ต้องคอยเร่งเสียงเพื่อฟังเสียงพูด แล้วลดเสียงในฉากแอคชัน
  • ถามรายละเอียดเนื้อหา: ในแอป Youtube สามารถใช้ Gemini เพื่อถามรายละเอียดเนื้อหาในคลิปได้
  • สั่งงานทั่วไปด้วย Copilot: ด้วยแอปแยกที่ทำให้พูดสอบถามเรื่องราวกับทีวีได้
  • ชิปประมวลผล AI ขั้นสูง: มาพร้อมชิป Micro RGB AI Engine Pro (ในรุ่น R95H) และ AI Engine (ในรุ่น R85H) ที่ช่วยอัปสเกลคอนเทนต์ความละเอียดระดับ HD หรือ Full HD ให้มีความคมชัดระดับ 4K ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Samsung The Moving style ทีวีแนวใหม่

The Moving Style คือหน้าจอไลฟ์สไตล์รุ่นใหม่จากซัมซุงที่ถูกออกแบบมาเพื่อเจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือ Gen Z โดยเฉพาะ ซึ่งมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับชมคอนเทนต์ที่เปลี่ยนไปจากในอดีต

The Moving Style เป็นหน้าจอขนาด 27 นิ้วความละเอียด QHD ที่มาพร้อมกับขาตั้งและล้อเลื่อน ทำให้ผู้ใช้สามารถเข็นเคลื่อนย้ายหน้าจอไปตามห้องหรือมุมต่างๆ ของบ้านได้ แถมผู้ใช้ยังสามารถดึงหน้าจอออกจากขาตั้งเพื่อนำมาใช้งานในลักษณะของแท็บเล็ต หรือประยุกต์ใช้เป็นหน้าจอเสริมสำหรับการทำงานได้อีกด้วย

ตัวเครื่องมาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จไฟได้ในตัว ทำให้สามารถดึงออกไปใช้งานแบบไร้สายโดยไม่ต้องเสียบปลั๊กได้นาน 3 ชั่วโมง

ซัมซุงพัฒนาหน้าจอรุ่นนี้ขึ้นมาเพื่อแก้ข้อจำกัดของทีวีแบบเดิมๆ เนื่องจากพบว่าคน Gen Z มักจะไม่มีพฤติกรรมการนั่งดูทีวีอยู่กับที่บนโซฟานานๆ แต่อาจจะนั่งหรือเปลี่ยนมุมไปเรื่อยๆ รวมถึงมีพฤติกรรมการรับชมสื่อแบบหลายหน้าจอพร้อมกัน (Multiple Screen) อุปกรณ์ที่สามารถเคลื่อนที่ตามผู้ใช้งานได้อย่าง The Moving Style จึงเข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ยืดหยุ่นและมีไดนามิกของคนรุ่นนี้ โดยราคาเปิดตัวอยู่ที่ 39,990 บาท

ช่วง Q&A อนาคตของทีวี 8K

ในช่วงถาม-ตอบ ผู้บริหารของซัมซุงได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกด้านการตลาดและทิศทางเทคโนโลยีที่น่าสนใจหลายอย่าง

ชวพจน์ เทียนทอง ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจภาพและเสียง และ เซยุน คิม ประธาน บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด

1. อนาคตของทีวีความละเอียด 8K: แม้ซัมซุงจะผลักดันเทคโนโลยี 8K มาหลายปี แต่ปัจจุบันยอมรับว่าตลาดของคอนเทนต์ระดับ 8K ยังมีจำกัดและเติบโตไม่ทัน ดังนั้นทีวี Micro RGB รุ่นใหม่นี้จึงถูกพัฒนามาที่ความละเอียด 4K เพื่อเน้นคุณภาพของสีสัน คอนทราสต์ และฟีเจอร์ AI เป็นหลัก ในขณะที่ซีรีส์ 8K จะยังคงมีอยู่สำหรับกลุ่มสุดยอดพรีเมียม แต่คาดว่ายอดขายส่วนหนึ่งจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่อย่าง Micro RGB

2. การแบ่งเซกเมนต์ตลาด “Premium Zone” และ “Volume Zone”: ซัมซุงได้จัดระเบียบไลน์อัปสินค้าใหม่เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่:

  • Premium Zone: ประกอบด้วยทีวีตระกูล Micro RGB, OLED และ Neo QLED โดยจุดตัดราคาของทีวีกลุ่มพรีเมียมในตลาดจะเริ่มต้นที่ประมาณ 15,000 บาทขึ้นไป แต่สำหรับรุ่นซูเปอร์พรีเมียมอาจมีราคาเฉลี่ยถึง 70,000 – 80,000 บาท ($2,500+)
  • Volume Zone: ซัมซุงได้ทำการปรับเปลี่ยนทีวีตระกูล QLED เดิม ที่เคยเป็นรุ่นท็อปเมื่อ 10 ปีก่อนและไม่มี Quantum Dot ในรุ่นใหม่ ให้กลายเป็นชื่อ Mini LED แล้วจัดให้อยู่ในกลุ่ม Volume Zone ร่วมกับทีวี UHD และ Full HD เพื่อรองรับตลาดระดับเริ่มต้น

สัดส่วนยอดขายของซัมซุงจะสวนทางกับตลาดรวมอย่างชัดเจน โดยยอดขาย 70% ของซัมซุงมาจากกลุ่ม Premium Zone และ 30% มาจาก Volume Zone ในขณะที่ตลาดรวม ทีวีกลุ่ม Volume จะมีสัดส่วนถึง 70% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเชื่อมั่นในแบรนด์ซัมซุงสำหรับสินค้ากลุ่มไฮเอนด์

3. ไลน์อัปทีวีกับการเจาะตลาดใหม่ (Gen Z) และการดึงดีมานด์อนาคต: หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่คือความพยายามลดรอบการเปลี่ยนทีวี ของผู้บริโภค จากในอดีตที่คนมักจะเปลี่ยนทีวีทุกๆ 8 ปี ซัมซุงมุ่งเป้าที่จะดึงดีมานด์ในอนาคตกลับมา เพื่อให้รอบการเปลี่ยนทีวีสั้นลงเหลือประมาณ 4 ปี นอกจากนี้บริษัทยังรุกตลาดกลุ่ม Gen Z ที่มีกำลังซื้อแต่มีความพิถีพิถันในการเลือกจ่าย ด้วยไลน์อัปสินค้า Lifestyle TV อย่าง The Moving Style จอภาพขนาด 27 นิ้วเคลื่อนที่ได้พร้อมแบตเตอรี่ และ “Music Studio 5” ลำโพงดีไซน์พรีเมียม ซึ่งตอบโจทย์พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่มักจะรับชมคอนเทนต์แบบ Multiple Screen มากกว่าการนั่งดูทีวีติดผนังแบบเดิมๆ

บรรณาธิการ CEEi ดูแลเนื้อหาด้านเทคโนโลยี Gadget ทุกประเภท

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...