
ในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในที่ทำงาน ทำให้ระยะเวลาในการทดงานลดลง และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้รวดเร็วยิ่งขึ้น แม้ว่างานจะเสร็จไวขึ้นจริง แต่พนักงานกว่า 66% เลือกที่จะทำตัวยุ่งต่อไป
สื่อต่างประเทศบอกว่า โดยทั่วไปแล้ว บริษัทส่วนใหญ่ยังคงยึดติดกับการวัดผลการทำงานจากเวลาที่ใช้นั่งทำงาน, สถานะการออนไลน์ แต่ไม่ได้วัดจากผลงาน ซึ่งการวัดผลแบบนี้ยังเป็นรูปแบบการวัดขององค์กรมากมายในปัจจุบัน
เมื่อพนักงานใช้ AI ช่วยเขียนรายงานหรือวิเคราะห์ข้อมูลจนเสร็จภายใน 2 ชั่วโมง (จากที่เคยใช้เวลา 8 ชั่วโมง) ระบบการประเมินขององค์กรกลับไม่ได้มองว่าพนักงานคนนี้เก่งหรือทำงานแบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่มองว่าพนักงานคนนี้ทำงานไม่ครบชั่วโมง หรือมีเวลาว่างมากเกินไป ด้วยวิธีการวัดแบบนี้ ทำให้พนักงานที่ทำเสร็จไวต้องทำตัวยุ่งต่อไปเพื่อให้เข้าเกณฑ์การวัดผลงานของบริษัท
ประเด็นสำคัญอีกหนึ่งอย่างคือ หากองค์กรรู้ว่าพนักงานทำงานเสร็จเร็วขึ้น ก็จะโยนงานให้มากขึ้น ทำให้พนักงานรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องทำงานเสร็จไวขึ้น 1 ชั่วโมง เพื่อรับงานใหม่เพิ่มอีก 1 ชั่วโมง (ซึ่งอาจไม่เสร็จใน 1 ชั่วโมงด้วยซ้ำ) ด้วยวิธีการปฏิบัติขององค์กรข้างต้น ผลสำรวจจาก Software Finder ในสหรัฐฯ พบว่าพนักงานถึง 66% เลือกที่จะออนไลน์ทิ้งไว้หรือทำตัวให้ดูเหมือนกำลังทำงานอยู่แม้ว่างานจะเสร็จแล้วก็ตาม และสิ่งที่น่าคิดสำหรับผู้บริหารคือ กว่า 64% ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่า พวกเขาตั้งใจทำงานให้ช้าลงเพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานเสร็จเร็วเกินไป เพราะรู้ว่าหากทำเสร็จเร็ว จะถูกคาดหวังให้รับงานเพิ่ม พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะพนักงานทั่วไปเท่านั้น แต่ผู้จัดการถึง 73% ก็ยอมรับว่าพวกเขาต้องแกล้งทำเป็นยุ่งเพื่อให้หัวหน้าของตนเองเห็นเช่นกัน
เรื่องที่น่าสนใจคือ เมื่อถามพนักงานว่า หากทำงานเสร็จก่อนเวลาแล้วไม่มีเรื่องลงโทษอะไร พวกเขาจะทำอย่างไร? พนักงานถึง 71% ตอบว่าจะล็อกเอาต์และเลิกงานทันที
นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ผลสำรวจจาก Indeed ในกลุ่มพนักงานออฟฟิศแบบไฮบริดในเยอรมนีพบว่า 2 ใน 3 จงใจสร้างภาพว่าตนเองทำงานอยู่ โดยกว่า 1 ใน 4 ใช้เครื่องมือช่วยรักษาสถานะออนไลน์แบบหลอก ๆ และพนักงานถึง 56% เชื่อว่านายจ้างให้คุณค่ากับ การมีตัวตนอยู่ในที่ทำงานมากกว่าผลลัพธ์ของการทำงาน
AI ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องข้อจำกัดด้านเวลาแล้ว แต่ตราบใดที่โครงสร้างองค์กรยังใช้ระเบียบแบบเดิม และทัศนคติของผู้นำยังคงติดอยู่ในยุคอุตสาหกรรมที่เน้นการตอกบัตรเข้าออก พนักงานก็จะยังมีเหตุผลร้อยแปดที่จะแอบซ่อนประสิทธิภาพที่แท้จริงของตนเองต่อไป การปฏิวัติการทำงานด้วย AI จะสำเร็จได้ จึงไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด แต่ต้องอาศัยหลักการบริหารที่เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น
ที่มา Forbes






