
เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการไอที เมื่อ SANDISK แยกตัวออกมาเป็นบริษัทอิสระจาก Western Digital (WD) เพื่อโฟกัสที่เทคโนโลยี Flash Storage อย่างเต็มตัว พร้อมสร้างความฮือฮาด้วยการรีแบรนด์พอร์ตสินค้ากลุ่ม SSD ใหม่ภายใต้ชื่อ “SANDISK Optimus”
ทางแบรนด์ระบุว่า ปัจจุบันความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเติบโตของ Content Creator, อุปกรณ์การใช้งานที่มากขึ้น และการเข้ามาของเทคโนโลยี AI ที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานในปริมาณมหาศาลและต้องการความเร็วในการประมวลผลสูงขึ้น
ทาง SANDISK ในฐานะผู้นำตลาดที่ครองยอดขายอันดับ 1 ในหลายหมวดหมู่ทั้ง Micro SD, SD Card Internal SSD และ Portable SSD ในไทย จึงตัดสินใจรวมพลังความแข็งแกร่งของแบรนด์ Flash Storage มาไว้ที่ SanDisk เพียงหนึ่งเดียว ดังนั้นสินค้า SSD ของ WD จะถูกรีแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ “SANDISK Optimus” ขณะที่แบรนด์ WD จะหันมาโฟกัสธุรกิจฮาร์ดไดรฟ์แบบจานหมุน (HDD) เป็นหลัก เรียกได้ว่าเป็นการแยกโครงสร้างธุรกิจให้ชัดเจนมากขึ้น

การรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการจัด Tier สินค้าให้ผู้บริโภคเข้าใจและเลือกใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยต่อยอดจากความสำเร็จของซีรีส์ WD เดิม ดังนี้



นอกจากการรุกตลาด Internal SSD แล้ว SanDisk ยังอัปเกรดไลน์อัป Portable SSD อย่างตระกูล Extreme ให้มีขนาดเล็กลงราวๆ 20% จนสามารถพกใส่กระเป๋าได้สะดวกขึ้น แต่ให้ความเร็วสูงขึ้นกว่าเดิม รองรับการต่อตรงกับสมาร์ตโฟนหรือกล้องถ่ายวิดีโอรุ่นใหม่ๆ ผ่านแอปพลิเคชันได้ทันที โดยแบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย

นอกจากนั้นยังจับมือกับอีกหลายพันธมิตร เช่น ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของ FIFA World Cup 2026 ซึ่งคาดว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่สร้างข้อมูลมหาศาลที่สุดในประวัติศาสตร์การกีฬา
นอกเหนือจากการรีแบรนด์กลุ่ม Internal SSD เป็น SanDisk Optimus แล้ว ทาง SanDisk ยังได้เสริมทัพด้วยผลิตภัณฑ์ที่เน้นความคล่องตัวสูงอย่าง SanDisk Extreme FIT เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในยุคที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว

ด้วยดีไซน์แบบ Fit-and-Stay: ตัวมีขนาดเล็กจิ๋ว ออกแบบมาเพื่อให้เสียบคาไว้กับพอร์ต USB ของโน้ตบุ๊กได้ตลอดเวลาโดยไม่ดูเกะกะ และไม่ต้องมีสายเชื่อมต่อให้วุ่นวาย แม้จะมีขนาดเล็กมาก แต่รองรับความจุได้สูงสุดถึง 1TB เพียงพอสำหรับการสำรองข้อมูล (Backup) ทั้งจากคอมพิวเตอร์และมือถือ ส่วนประสิทธิภาพการเชื่อมต่อมาพร้อมอินเทอร์เฟซ USB 3.2 Gen 1 ให้ความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงสุดอยู่ที่ 400 MB/s
การเพิ่ม SanDisk Extreme FIT เข้ามาในพอร์ตโฟลิโอครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของ SanDisk ที่ต้องการเป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลให้กับผู้ใช้งานทุกกลุ่ม สอดรับกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
จุดเด่นที่ทำให้ SANDISK มั่นใจในการรีแบรนด์ครั้งนี้ คือการเป็นผู้ผลิตที่ควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ มีโรงงานผลิต Flash เป็นของตัวเอง พัฒนา Ecosystem เองทั้งหมด ไม่ได้ซื้อมาแล้วแปะโลโก้จึงมั่นใจได้ในเรื่องของคุณภาพและประสิทธิภาพที่ตอบรับกับอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
สำหรับการวางจำหน่าย สินค้าในชื่อใหม่ SanDisk Optimus จะเริ่มทยอยลงสู่ตลาดทดแทนสินค้าเดิมผ่านช่องทางจัดจำหน่ายที่คุ้นเคยกันดีทั่วประเทศทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ใครที่กำลังมองหาที่จัดเก็บข้อมูลถือเป็นอีกแบรนด์ที่เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ






