
มีรายงานข่าวล่าสุดจาก Nikkei Asia ระบุว่า Apple ได้แจ้งให้ซัปพลายเออร์บางรายให้ลดการผลิตชิ้นส่วนสำหรับ iPhone 18 Pro ลง เนื่องจากความต้องการของตลาดในช่วงต้นต่ำกว่าที่บริษัทคาดการณ์เอาไว้
ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในครั้งนี้ คือเรื่องของราคา โดย iPhone 18 Pro มีราคาเปิดตัวเริ่มต้นอยู่ที่ 1,199 ดอลลาร์ ส่วน iPhone 18 Pro Max เริ่มต้นที่ 1,299 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับราคาเพิ่มขึ้นถึง 100 ดอลลาร์หรือประมาณ 3,000 กว่าบาท เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนต้องคิดก่อนซื้ออยู่เหมือนกัน
Apple ได้ออกมาบอกถึงสาเหตุของการปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์หลายรายการซึ่งรวมถึง MacBook, iPad และ iPhone รุ่นเก่าที่มีการปรับราคาขึ้นไปแล้วว่าเป็นผลมาจากต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นจากอุตสาหกรรม AI ที่มีความต้องการใช้ชิปสูงเช่นกัน ทำให้ Apple เริ่มระวังเรื่องการบริหารสต็อกสินค้ามาตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนแล้ว และจากผลกระทบด้านต้นทุนไปจนถึงราคา ทำให้ Apple ปรับลดการผลิตในเดือนตุลาคมลงอย่างน้อย 15% จากตัวเลขเดิม

แม้จะมีการปรับราคาเครื่องให้สูงขึ้น แต่ในด้านแรมของ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ยังคงให้มาที่ 12GB หรือเท่ากับ iPhone 17 Pro ที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว เดิมทีมีข่าวลือว่า Apple มีแผนที่จะอัปเกรดแรมของ iPhone 18 Pro เป็น 16GB แต่เนื่องจากสถานการณ์แรมแพง ทำให้ Apple เลือกใช้แรม 12GB เหมือนเดิมแทน
สื่อตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า การปรับกลยุทธ์การเปิดตัวอาจส่งผลให้ยอดขายลดลงเช่นกัน เดิมที Apple มักจะเปิดตัว iPhone รุ่นธรรมดาและรุ่นโปรพร้อมกัน แต่สำหรับปีนี้ Apple ได้เปลี่ยนแผนให้รุ่นไฮเอนด์มาอยู่ในเดือนกันยายนทั้งหมด ได้แก่ iPhone 18 Pro, iPhone 18 Pro Max และ iPhone Duo ย้าย iPhone 18e, iPhone 18 และ iPhone Air 2 ไปเป็นต้นปี 2027 แทน จึงอาจทำให้ผู้ใช้งานต่างรอดู iPhone ที่จะเปิดตัวต้นปีหน้าแล้วค่อยตัดสินใจอีกทีก็ได้
ที่มา MacRumors






