Microsoft แนะนำสายเกม แรม 32GB จะใช้งาน Windows 11 ได้แบบลื่น ๆ

THE SUMMARY:

Microsoft ได้ตอบคำถามที่น่าจะคาใจหลาย ๆ คนมานานอย่าง แรมเท่าไหร่เรียกว่าเพียงพอ? เป็นเรื่องที่ถกกันมาอย่างยาวนาน ซึ่ง Microsoft บอกว่า 16GB คือพื้นฐาน แต่ถ้าเหมาะกับการเล่นเกมคือ 32GB เรียกว่าพอเพียงแบบไม่ต้องกังวลเลย

สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องเปิดหลาย ๆ โปรแกรมพร้อมกันอย่าง Discord, เบราว์เซอร์ หรือโปรแกรมสตรีมมิงระหว่างเล่นเกม ตัวเลือกแรม 32GB คือทางออกที่ดีที่สุด ทำให้ภาพแรม 32GB ไม่ใช่ขนาดที่ดูเวอร์หรือเหมาะสำหรับผู้ใช้งานระดับสูงอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการความสบายใจ รวมถึงรองรับการใช้งานในอนาคตที่ดีขึ้นกว่าเดิม เมื่อต้นปีนี้เอง Microsoft เคยบอกว่าแรม 32GB เป็นขนาดที่เหมาะสมสำหรับเกมเมอร์จริงจัง แต่การสื่อสารของ Microsoft ในตอนนี้ ไม่ได้บอกว่าแรม 32GB เป็นตัวเลือกสำหรับผู้ใช้งานระดับโปรเท่านั้น

ทุกวันนี้ เวลาผู้ใช้งานเล่นเกมก็มักไม่ได้เปิดแค่เกมอย่างเดียว หลายคนเปิด Discord คุยกับเพื่อน เปิดเบราว์เซอร์ไว้หลายแท็บ เปิด Steam, Epic Games, Xbox app หรือ launcher อื่น ๆ ทิ้งไว้ บางคนยังเปิด OBS เพื่อสตรีมหรืออัดคลิป รวมถึงมี overlay ของการ์ดจอและบริการเบื้องหลังต่าง ๆ ทำงานอยู่ตลอด ทำให้มีการใช้แรมมากขึ้นกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้ Windows Latest เคยรายงานว่า แอปอย่าง Discord มีการใช้หน่วยความจำมากขึ้นเรื่อย ๆ ตัวแอปอาจรีตาร์ตเองเมื่อการใช้แรมแตะระดับประมาณ 4GB นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการเปิดแอปพลิเคชันเอาไว้ก็ทำให้มีการใช้งานแรมหรือทรัพยากรมากกว่าที่หลายคนคิดด้วย

แรม 32GB จึงเป็นตัวเลือกที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าสำหรับผู้ใช้งานสายเกม

Microsoft กำลังพยายามบอกเราว่า แรม 16GB คือขนาดขั้นพื้นฐานสำหรับการใช้งาน แต่ 32GB คือขนาดที่ทำให้ใช้งานได้แบบไม่ต้องกังวล นอกจากเรื่องเกมแล้ว อีกหนึ่งประเด็นคือแอปพลิเคชันของ Microsoft หลาย ๆ ตัวอย่าง Teams, Widgets เป็น web-based ซึ่งใช้ Edge WebView2 ทำให้เกิดการรันในแบ็กกราวนด์ ใช้หน่วยความจำมากขึ้นกว่าเดิม

สื่อต่างประเทศระบุว่า กระแสของผู้ใช้งานเองก็ไม่ได้พอใจในเรื่องนี้เท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเรื่อง Windows ใช้แรมมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะ Microsoft เคยผลักดัน framework แบบ web-based แล้วนักพัฒนาจำนวนมากก็เดินตามไกด์ไลน์ที่บริษัทวางไว้ แถมช่วงหลังเองก็มีกระแส AI ที่ทำให้ความต้องการหน่วยความจำสูงขึ้น และส่งผลให้ราคาหน่วยความจำแพงขึ้น สุดท้ายภาระก็ตกมาที่ผู้ใช้งานนี่เอง

ที่มา Windowslatest

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...