
Nothing Thailand เปิดตัวหูฟังไร้สาย CMF by Nothing 3 รุ่นในไทย ได้แก่ Clip Pro, Buds Pro 2 สีใหม่ และ Buds Neo ราคา ตั้งแต่ 1,099 – 3,999 บาท ทยอยวางขายตลอดเดือนตุลาคมนี้
CMF Clip Pro เป็นรุ่นที่น่าจับตาที่สุดในชุดนี้ เพราะเป็นหูฟังแบบหนีบหู (C-Bridge) รุ่นแรกที่ Nothing และ CMF วางจำหน่าย ตัวหูฟังไม่ได้เสียบเข้ารูหู แต่หนีบอยู่ด้านนอกใบหูด้วยโครงรูปตัว C ที่มีแกนลวดไทเทเนียมอยู่ด้านใน จึงยังได้ยินเสียงรอบตัวขณะเดินทาง หรือออกกำลังกาย น้ำหนักอยู่ที่ 5.92 กรัมต่อข้าง รุ่นนี้เปิดตัวในต่างประเทศไปก่อนแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคม ก่อนจะเข้ามาทำตลาดในไทย

ในส่วนของเสียง Clip Pro ใช้ไดรเวอร์ไดนามิกแม่เหล็กคู่ขนาด 10.8 มม. พร้อมเทคโนโลยี Ultra Bass ที่แบรนด์เคลมว่าช่วยเพิ่มเสียงเบส ซึ่งมักเป็นจุดอ่อนของหูฟังแบบเปิด รองรับ LDAC มาตรฐานการส่งเสียงความละเอียดสูงผ่านบลูทูธ และได้รับการรับรอง Hi-Res Audio มีระบบ Sound Seal ลดเสียงเล็ดลอดออกไปให้คนข้าง ๆ ได้ยิน มีไมโครโฟน 4 ตัวทำงานร่วมกับ VPU หรือเซนเซอร์จับแรงสั่นสะเทือนจากการพูด เพื่อแยกเสียงผู้พูดให้ชัดขึ้น ใช้ Bluetooth 5.4 กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP54 ส่วนปุ่มหมุน Smart Dial บนเคสชาร์จใช้ควบคุมการทำงานของหูฟังได้จริง แบตเตอรี่ใช้ได้ราว 10 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และรวมเคสได้สูงสุด 32.5 ชั่วโมง ราคา 3,999 บาท วางจำหน่ายวันที่ 6 ตุลาคม 2569



นอกจากนั้นยังมี CMF Buds Pro 2 ที่รอบนี้กลับมาพร้อมสีเขียวใหม่ ตัวหูฟังใช้ไดรเวอร์คู่ ประกอบด้วยไดรเวอร์เบส 11 มม. และทวีตเตอร์แบบ Micro-planar 6 มม. รองรับ Codec LDAC และ Spatial Audio มีระบบตัดเสียงรบกวนแบบไฮบริดที่แบรนด์เคลมว่าลดเสียงได้สูงสุด 50 dB พร้อมโหมดฟังเสียงภายนอก (Transparency Mode) และไมโครโฟน 6 ตัว เคสชาร์จมี Smart Dial เช่นเดียวกับ Clip Pro ใช้หมุนปรับระดับเสียง หรือกดเล่นเพลงและรับสาย นอกจากนั้นยังรองรับ Bluetooth 5.3, IP55 และแบตเตอรี่รวมเคสสูงสุด 43 ชั่วโมง ในราคา 2,399 บาท มีสีขาว ดำ และเขียววางขายแล้ว ส่วนสีชมพูจะตามมาภายในเดือนตุลาคม


CMF Buds Neo เป็นรุ่นที่ถูกที่สุดในไลน์อัปหูฟังของ CMF และเปิดตัวที่อินเดียไปก่อนเมื่อเดือนสิงหาคม โดยเคสชาร์จยังมาในทรงสี่เหลี่ยมขอบมนที่เป็นเอกลักษณ์เดิม ใช้สีทูโทน แม้จะมีวงกลมรูปปุ่มหมุน ตามแบบฉบับของ CMF แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของดีไซน์ ไม่ได้ใช้ควบคุมหูฟังเหมือนอีก 2 รุ่น โดยภายในใช้ไดรเวอร์ 12.4 มม. โดมเคลือบไทเทเนียม มีระบบตัดเสียงรบกวนแบบปรับอัตโนมัติสูงสุด 35 dB และ Spatial Audio เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 6.0 แถมยังใช้งานพร้อมกันได้ 2 อุปกรณ์ และปรับแต่งเสียงผ่านแอปฯ Nothing X ได้ และมีไมโครโฟน 4 ตัว แบตเตอรี่รวมเคสใช้ได้สูงสุด 52 ชั่วโมงเมื่อปิดระบบตัดเสียงรบกวน และราว 30 ชั่วโมงเมื่อเปิด รองรับการชาร์จเร็ว โดยชาร์จ 10 นาทีฟังได้ประมาณ 5.5 ชั่วโมง ราคา 1,099 บาท โดยรุ่นนี้วางขายแล้วตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม


พลภัทร สายบัวทอง ผู้จัดการทั่วไป Nothing ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า CMF by Nothing ตั้งใจ “นำเสนอนวัตกรรมอันทันสมัย ในระดับราคาที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้” และการเปิดตัวทั้ง 3 รุ่นพร้อมกันครั้งนี้ ก็เพื่อให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้ใช้ที่เน้นความคุ้มค่า กลุ่มที่ต้องการคุณภาพเสียง และกลุ่มที่ออกกำลังกายหรืออยากได้หูฟังที่ใส่สบายทั้งวัน โดยหูฟังทั้ง 3 รุ่น สามารถซื้อได้ทางร้านค้าทางการบน Shopee, Lazada และ TikTok Shop รวมถึงร้าน AIS, Banana, Dotlife, Power Buy และ True ที่ร่วมรายการ







