
อีริคสันเปิดรายงาน Ericsson Mobility Report เผยเทคโนโลยี 5G กลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ AI Economy ที่เชื่อมต่อโอกาสและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย
จากรายงาน Ericsson Mobility Report เดือนมิถุนายน 2569 พบว่าปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ใช้งาน 5G แล้วกว่า 3,000 ล้านราย ซึ่งเป็นผลมาจากผู้ให้บริการรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นรวม 390 รายทั่วโลก ควบคู่กับ 5G Standalone ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจำนวนผู้ใช้จะพุ่งสูงถึง 6,400 ล้านรายภายในปี 2031 ซึ่งจะคิดเป็น 2 ใน 3 ของผู้ใช้งานมือถือทั้งหมด
จากข้อมูลล่าสุดพบว่าเครือข่าย 5G รองรับทราฟิกดาต้าบนมือถือสูงถึง 48% และจะเพิ่มเป็น 85% ในปี 2031 นอกจากนั้นยังพบอัตราการเติบโตของปริมาณการรับส่งข้อมูลแบบ Uplink แซงหน้าดาวน์โหลดแล้ว จากการใช้งาน AI, การประชุมออนไลน์, คอนเทนต์ที่ผู้ใช้สร้างเอง (UGC) และคลาวด์
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลที่น่าสนใจคือ พฤติกรรมการใช้ดาต้าของคนไทยสูงเป็นลำดับต้นๆ โดยมีค่าเฉลี่ยการใช้งานอยู่ที่ 34.4 GB ต่อเดือนต่อสมาร์ตโฟนซึ่งซึ่งใกล้เคียงกับระดับของประเทศอินเดียและสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกือบเท่าตัว และจะเพิ่มเป็น 56.1 GB ในปี 2031
ปัจจุบันประเทศไทยสัญญาณ 5G ครอบคลุมสูงถึง 95% ของประชากร ส่วนตัวเลขผู้ใช้งานจริงอยู่ที่ 33 ล้านราย (ประมาณ 36% ของผู้ใช้งานมือถือทั้งหมด) เนื่องจากผู้ใช้บางส่วนยังติดข้อจำกัดเรื่องอุปกรณ์ที่รองรับรุ่นเก่า ทางอีริคสันคาดการณ์ว่าภายในปี 2031 ผู้ใช้งาน 5G ในไทยจะพุ่งสูงถึง 93 ล้านราย หรือคิดเป็น 92% ของจำนวนผู้ใช้บริการมือถือทั้งหมดในไทย
ความล้ำสมัยของ AI ในมุมมองของอีริคสัน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแอปพลิเคชันในมือถือ แต่ AI ได้ถูกนำมาใช้เพื่อปฏิวัติระบบเครือข่ายให้เป็นแบบ Autonomous Operations โดยอีริคสันได้พัฒนาชิปเซ็ต (Silicon) ที่ฝัง AI ลงไปในอุปกรณ์วิทยุโดยตรง เพื่อให้อุปกรณ์เครือข่ายสามารถตัดสินใจได้เองแบบเรียลไทม์
อีริคสันยังเปิดเผยทิศทางของเทคโนโลยี 6G ที่คาดว่าจะเริ่มทดสอบในปี 2028-2029 และเปิดใช้จริงในเชิงพาณิชย์ราวปี 2030 โดยไทยจะได้ใช้งานหลังจากนั้น 2-3 ปี ตามกลุ่มประเทศผู้นำอย่างสหรัฐ อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
6G จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ 5G ที่เร็วขึ้น แต่จะมีคุณสมบัติเด่นคือ Sensing Capabilities เครือข่าย 6G จะทำหน้าที่คล้าย “เรดาร์” ที่สามารถตรวจจับและรับรู้ถึงวัตถุหรือบุคคลรอบข้างได้โดยที่วัตถุนั้นไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เชื่อมต่อ ซึ่งจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของ Smart City และอุตสาหกรรมรถยนต์ไร้คนขับให้มีความปลอดภัยและอัจฉริยะมากขึ้น
แม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปเพียงใด แต่อีริคสันย้ำว่า “คลื่นความถี่” (Spectrum) คือหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะคลื่นย่านกลางอย่าง 3.5 GHz ซึ่งเป็นมาตรฐานโลกที่จำเป็นต่อการทำ 5G Standalone (SA) และการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม (Industry 4.0) ซึ่งจะส่งผลดีต่อ SME กว่า 3.2 ล้านรายในไทย
อีริคสันมองว่าการเปิดประมูลคลื่น 3.5 GHz ในราคาที่เหมาะสมและรวดเร็ว จะเป็นแรงส่งสำคัญให้เกิด Use Case ใหม่ๆ เช่น การควบคุมหุ่นยนต์ทางไกลหรือโรงงานอัจฉริยะ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ โดยการศึกษาพบว่าการเพิ่มการเข้าถึงบริการมือถือทุกๆ 10% จะช่วยกระตุ้น GDP ของประเทศได้ถึง 0.8%








