
Lip-Bu Tan ซีอีโอของ Intel ประกาศวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนโลกเข้าสู่ Intelligence Era พร้อมวางหมากใหม่ในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ ย้ำว่า CPU ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน AI ในอนาคต
แม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมา GPU จะเป็นพระเอกของเทรนด์ AI ด้วยบทบาทในการฝึกโมเดลขนาดใหญ่ แต่ Intel มองว่าคลื่นลูกใหม่กำลังเคลื่อนสู่ “Agentic AI” ที่สามารถวางแผน ตัดสินใจ และดำเนินงานเป็นลำดับขั้นได้ด้วยตัวเอง
AI รูปแบบนี้ไม่ได้ต้องการเพียงพลังประมวลผลจาก GPU เท่านั้น แต่ยังต้องอาศัย CPU ในการจัดการเวิร์กโฟลว์ ควบคุมคำสั่ง และประสานการทำงานของระบบทั้งหมด ทำให้บทบาทของ CPU ในดาต้าเซ็นเตอร์กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง

เพื่อตอบรับเทรนด์นี้ Intel เปิดตัว Xeon 6+ (Clearwater Forest) โปรเซสเซอร์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์บนเทคโนโลยีการผลิต Intel 18A ที่มาพร้อมคอร์ประมวลผลสูงสุดถึง 288 คอร์ แคช L3 ขนาด 576 MB เพื่อรองรับงาน AI ขนาดใหญ่ เน้นประสิทธิภาพต่อวัตต์และความหนาแน่นในการติดตั้ง สามารถรองรับ AI Agent ได้มากถึง 150,000 ตัวต่อตู้หนึ่งแร็ก
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ ความร่วมมือระหว่าง Intel และ SambaNova ในการนำเสนอแนวคิด Disaggregated Inference หรือการแยกภาระงาน AI ไปยังฮาร์ดแวร์ที่เหมาะสมที่สุด

ในสถาปัตยกรรมนี้ GPU จะรับหน้าที่จัดการข้อมูลและแคชคำสั่งล่วงหน้า ขณะที่ชิป SambaNova SN-50 ทำหน้าที่สร้างและถอดรหัสโทเคน ส่วน Intel Xeon จะทำหน้าที่ควบคุมระบบและจัดการการทำงานทั้งหมด แนวทางนี้ช่วยให้แต่ละชิปทำงานในสิ่งที่ตนเองถนัดที่สุด ส่งผลให้ประสิทธิภาพโดยรวมสูงกว่าระบบที่พึ่งพา GPU เพียงอย่างเดียวถึง 2-3 เท่า พร้อมลดความหน่วงในการประมวลผล AI ขนาดใหญ่
ความสามารถนี้ได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจทันที โดย Vista Equity Partners ประกาศแผนนำสถาปัตยกรรมแบบแยกส่วนนี้ไปผลักดันการใช้งานในกลุ่มลูกค้าองค์กรต่อไป
Intel ประกาศโครงการ Rackscale Blueprints ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวการออกแบบเซิร์ฟเวอร์และดาต้าเซ็นเตอร์ระดับแร็ก เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถติดตั้งระบบ AI ได้รวดเร็วและยืดหยุ่นมากขึ้น

พร้อมกันนี้ บริษัทได้จับมือกับ Foxconn พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับแร็กสำหรับงาน AI โดยเฉพาะ สะท้อนความพยายามของ Intel ในการสร้างระบบนิเวศแบบเปิด และแข่งขันกับโซลูชันแบบครบวงจรของคู่แข่งอย่าง NVIDIA และ AMD ในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่
นอกจากตลาดองค์กร Intel ยังอัปเดตความคืบหน้าของผลิตภัณฑ์ฝั่งคอนซูเมอร์ โดยยืนยันว่าเทคโนโลยีการผลิต Intel 18A ได้เข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบแล้ว พร้อมเดินหน้าส่งชิปตระกูลใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
ฝั่งผู้บริโภค ชิป Core Ultra Series 3 ที่สร้างบนสถาปัตยกรรม 18A ได้รับการตอบรับอย่างดี โดยมีอุปกรณ์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและเตรียมวางจำหน่ายมากกว่า 300 รุ่น ขณะที่ Core Series 3 สำหรับตลาดแมสก็ขยายสู่โน้ตบุ๊กบางเบากว่า 70 รุ่น เน้นประสิทธิภาพ AI ควบคู่กับอายุการใช้งานแบตเตอรีที่ใช้งานได้ตลอดทั้งวัน

อีกหนึ่งไฮไลท์คือ Intel Arc G3 ชิปกราฟิกสำหรับเครื่องเล่นเกมพกพา ซึ่ง Intel ระบุว่าสามารถให้ประสิทธิภาพเหนือกว่าคู่แข่งถึง 40% ในขณะที่ใช้พลังงานเพียงครึ่งเดียว รองรับการเล่นเกมระดับ AAA ที่ความละเอียด 1080p และเฟรมเรตเกิน 120 FPS ในหลายเกม
Intel ได้ร่วมกับ Perplexity สาธิต “Perplexity Computer” ระบบปฏิบัติการ AI ที่ทำงานร่วมกับชิป Core Ultra Series 3 แนวคิดคือการใช้สถาปัตยกรรม Hybrid Agentic Inference โดยข้อมูลสำคัญหรือข้อมูลลับขององค์กรจะถูกประมวลผลบนอุปกรณ์โดยตรง

ส่วนงานทั่วไปจะส่งต่อไปยังคลาวด์ ช่วยลดความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว เพิ่มความปลอดภัย และลดต้นทุนการประมวลผลสำหรับองค์กร
นอกจากผลิตภัณฑ์หลัก Intel ยังประกาศขยายธุรกิจสู่ตลาด Custom Silicon หรือชิปที่ออกแบบเฉพาะตามความต้องการของลูกค้า
บริษัทเปิดเผยความร่วมมือกับองค์กรระดับโลกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Google ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์, Ericsson สำหรับเครือข่ายสื่อสารยุคใหม่ รวมถึง Siemens ในการนำ Agentic AI เข้าสู่ระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรม
Intel ยังเดินหน้าสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคตผ่านความร่วมมือกับ Echo Neuro Technologies เพื่อพัฒนา AI ที่เรียนรู้จากสัญญาณสมองมนุษย์ และ Greenstone Biosciences ที่นำ AI มาช่วยเร่งกระบวนการค้นคว้าและพัฒนายารักษาโรคด้วยเทคโนโลยีออร์แกนอยด์
การประกาศบนเวที Computex 2026 สะท้อนชัดว่า Intel ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงฟีเจอร์เสริมของคอมพิวเตอร์อีกต่อไป แต่กำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้เล่นหลักในโครงสร้างพื้นฐานของยุค Agentic AI ตั้งแต่พีซีส่วนบุคคล ดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมและการแพทย์





