
Google เปิดตัว Gemini 4 Argon โมเดล AI รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหาซับซ้อนที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์หลายขั้นตอน ตั้งแต่งานเขียนโปรแกรม กฎหมาย การเงิน ไปจนถึงความปลอดภัยไซเบอร์และงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
Google ระบุว่าโมเดลนี้ช่วยให้ทีมวิศวกรทำงานได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเปิดให้ใช้งานทั่วโลกแล้ว ทั้งผ่าน API และบริการ AI ของ Google จุดเด่นของ Argon คือความสามารถในการทำงานเชิงลึกกับโจทย์ที่มีหลายขั้นตอน โดย Google ระบุว่าโมเดลครองอันดับ 1 ในดัชนี Vals ซึ่งใช้ประเมินประสิทธิภาพ AI ในงานสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น การเงิน การเขียนโปรแกรม กฎหมาย และภาษี
Google นำ Gemini 4 Argon มาใช้กับงานวิศวกรรมภายในองค์กรแล้ว โดยเมื่อทำงานร่วมกับเครื่องมือ Antigravity ทีมสามารถเพิ่มอัตราการส่งโค้ดที่มีประสิทธิภาพได้มากกว่า 35% และลดการย้อนกลับไปแก้โค้ดลงเกือบหนึ่งในสาม
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ การช่วยทีม Chrome ปรับโครงสร้างโค้ดของ Chromium ซึ่งมีขนาดประมาณ 40 ล้านบรรทัด โดย Argon ช่วยจัดการโค้ดหลายร้อยไฟล์ ทำให้งานที่ปกติอาจใช้เวลาหลายเดือนเสร็จภายในไม่กี่สัปดาห์ และช่วยปูทางให้ผู้ใช้สามารถย้ายหน้าเว็บระหว่างแท็บ แผงด้านข้าง และหน้าต่างลอยได้อย่างราบรื่นขึ้น
ขณะที่การปรับแต่งเฟรมเวิร์ก Python สำหรับพัฒนา AI Agent ช่วยลดเวลาเตรียมเซสชันในหน่วยความจำลง 40% สำหรับเซสชันที่ทำงานยาวนาน และเพิ่มความเร็วในการนำเข้าโมดูลแบบ Cold Import อีก 21%
นอกจากนี้ Argon ยังช่วยเพิ่มความเร็วในการประมวลผลโมเดล Gemma 4 E2B บน GPU A100 ผ่าน vLLM ได้สูงสุด 2.85 เท่า โดย Google ระบุว่ายังคงให้ผลลัพธ์ตรงกันทุกโทเค็นและไม่ทำให้คุณภาพลดลง
อีกหนึ่งความสามารถสำคัญคือการนำ AI ไปช่วยงานวิจัยเฉพาะทาง ตั้งแต่การคำนวณควอนตัม การพัฒนาพลังงานฟิวชัน ไปจนถึงการศึกษาจีโนมและการออกแบบเอนไซม์ เช่น Argon ช่วยปรับปรุงซอฟต์แวร์เคมีควอนตัมโอเพนซอร์ส xTB ให้คำนวณโครงสร้างโมเลกุลได้เร็วขึ้นสูงสุด 2.3 เท่า และช่วยงานวิจัยด้านการแก้ไขข้อผิดพลาดควอนตัม โดยปรับประสิทธิภาพการประมวลผลของระบบ AlphaQubit ให้เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า
ด้านชีววิทยา นักวิจัยจาก Gamow Labs ใช้ Argon วิเคราะห์ข้อมูลจีโนมที่ไม่ระบุตัวตน เพื่อช่วยค้นหาความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ซอฟต์แวร์ทั่วไปตรวจไม่พบมานานหลายปี ส่วนการออกแบบเอนไซม์ก็สามารถสร้างตัวเลือกใหม่ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ก่อนนำไปทดสอบในห้องปฏิบัติการและพบกิจกรรมเร่งปฏิกิริยาในเอนไซม์ที่ออกแบบขึ้น
ในด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Google ระบุว่า Argon ช่วยตรวจหาช่องโหว่ที่ซับซ้อน และนำไปใช้ปกป้องระบบสำคัญ เช่น โครงสร้างพื้นฐานภาครัฐและระบบสาธารณสุข ผ่านความร่วมมือกับ Wiz

โมเดลยังแสดงความสามารถด้านการให้เหตุผลเชิงพื้นที่ โดยทำคะแนน 87% ในการทดสอบ Embodied Reasoning (ERQA) ซึ่งประเมินความเข้าใจและการแก้ปัญหาในสภาพแวดล้อมสามมิติ
Google ยังสาธิตการนำ Argon ไปช่วยฝึกหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ Apollo ของ Apptronik โดยให้ AI ดูวิดีโอมนุษย์เล่นเกม Cornhole แล้วสร้างแบบจำลองและคำนวณการเคลื่อนไหว ก่อนถ่ายทอดไปยังหุ่นยนต์ที่สามารถโยนถุงถั่วลงหลุมได้สำเร็จ 7 ครั้งติดต่อกัน ในการทดลองจริง กระบวนการที่ Google เรียกว่า “จากวิดีโอสู่การจำลองสู่โลกจริง” ช่วยลดเวลาการจำลองด้วยมือจากหลายสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง
เนื่องจาก Argon มีความสามารถสูงทั้งด้านการเขียนโค้ดและวิทยาศาสตร์ Google จึงเพิ่มมาตรการป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด รวมถึงระบบตรวจสอบการทำงานของ AI Agent แบบเรียลไทม์ เพื่อป้องกันการใช้ทางลัดที่ไม่ได้รับอนุญาตและรับมือกับการโจมตีแบบ Prompt Injection
Google ระบุว่า ในชุดทดสอบความปลอดภัย อัตราการละเมิดจากคำขอที่เป็นอันตรายลดลงเกือบครึ่งเมื่อเทียบกับโมเดลก่อนหน้า และอัตราความสำเร็จของการโจมตีแบบ Indirect Prompt Injection ในชุดทดสอบที่กำหนดอยู่ที่ 0.7%
Gemini 4 Argon เปิดให้ใช้งานผ่าน Gemini API ใน AI Studio และแพลตฟอร์มสำหรับองค์กร รวมถึง Google Antigravity สำหรับผู้สมัครแพ็กเกจที่เข้าเงื่อนไข ขณะที่ผู้ใช้ Google AI Ultra และ Pro สามารถทดลองใช้ผ่านแอป Gemini และ AI Mode ใน Search ได้
สำหรับนักพัฒนา ราคาโปรโมชันเริ่มต้นอยู่ที่ 2 เหรียญต่อโทเค็นขาเข้า 1 ล้านโทเค็น และ 10 เหรียญต่อโทเค็นขาออก 1 ล้านโทเค็น โดยโทเค็นขาเข้าที่แคชไว้ได้รับส่วนลด 95%
นอกจากนี้ Google ยังเปิดรับสมัครนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เพื่อรับสิทธิ์ใช้งาน Google Antigravity ระดับสูงสุดฟรี 6 เดือน จำนวน 10,000 ราย โดยทยอยเปิดใช้งานตามเงื่อนไขและการคัดเลือก
ที่มา blog.google/






