
Google เปิดตัว Gemini 4 Argon โมเดล AI รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับงานซับซ้อนและใช้เวลานาน ตั้งแต่วิศวกรรมซอฟต์แวร์ งานกฎหมาย-การเงิน ไปจนถึงการป้องกันภัยไซเบอร์ เปิดให้ใช้งานแบบจำกัดในช่วงแรก
Gemini 4 Argon เป็นโมเดล AI รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงานที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งและทำงานต่อเนื่องหลายขั้นตอน โดยเฉพาะงานเขียนโค้ด งานความรู้ระดับองค์กร และการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์
ตอนนี้ Argon ยังไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปใช้งาน แต่ทยอยเปิดให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ผ่านการคัดเลือกภายใต้ Fairwind Program เพื่อให้ Google เก็บข้อมูลการใช้งานจริงและปรับปรุงระบบความปลอดภัย ก่อนขยายไปยังนักพัฒนา องค์กร และผู้บริโภคในวงกว้างต่อไป
การเปลี่ยนแปลงของ Gemini 4 Argon คือการเพิ่มขีดจำกัด Output Token สูงสุด 1 ล้านโทเค็น จากเดิม 64,000 โทเค็น ทำให้โมเดลสามารถสร้างผลลัพธ์และดำเนินกระบวนการคิดในงานที่มีหลายขั้นตอนได้ยาวขึ้น เหมาะกับโจทย์ที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากหรือทำงานต่อเนื่องหลายขั้นตอน
Google ระบุว่า Argon ทำคะแนน 77.9% บน DeepSWE v1.1 ซึ่งเป็นเกณฑ์วัดงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่มีความซับซ้อนและต้องใช้เวลานาน โดยบริษัทระบุว่าเป็นระดับแนวหน้าของเกณฑ์วัดดังกล่าว

Google ระบุว่า Argon ถูกนำมาใช้ในกระบวนการทำงานภายในแล้ว ทั้งการเขียนและตรวจสอบโค้ด การวิจัย และการเพิ่มประสิทธิภาพระบบ หนึ่งในตัวอย่างคือ การช่วยทีมคอมพิวเตอร์ควอนตัมปรับปรุงอัลกอริทึม รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลการทำงานของศูนย์ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้หน่วยความจำ โดย Google ระบุว่าสามารถคืนพื้นที่หน่วยความจำได้มากกว่า 300 TiB หลังนำระบบไปใช้งานจริง
อีกเคสคือ การช่วยย้ายโค้ดจาก C/C++ ไปเป็น Rust ในโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงการปรับปรุงโค้ดของ libgav1 ซึ่งเป็นตัวถอดรหัสวิดีโอ โดย Google ระบุว่าโค้ด Rust ที่ปรับปรุงด้วย Argon ทำงานเร็วกว่าเวอร์ชันเดิมถึง 2.7 เท่า ขณะที่ยังคงผลลัพธ์วิดีโอเดิม
Google วาง Argon ให้เป็นโมเดลสำหรับงานระดับองค์กรในหลายสาขา ทั้ง การเงิน กฎหมาย ภาษี และงานธุรกิจแบบหลายขั้นตอน รวมถึงงานที่ต้องวิเคราะห์ภาพ วิดีโอ และเอกสารจำนวนมาก โดย Argon ทำผลงานระดับแนวหน้าในหลายเกณฑ์วัด เช่น Vals Finance Agent, Harvey’s Legal Agent Benchmark และ AutomationBench ขณะที่ด้านการทำความเข้าใจวิดีโอ Google ระบุว่าทำคะแนน 91.7% บน LVBench
แต่ตัวเลขประสิทธิภาพเหล่านี้เป็นผลการทดสอบที่ Google นำเสนอในการเปิดตัว จึงควรพิจารณาวิธีการทดสอบและการประเมินจากแหล่งอิสระเพิ่มเติมเมื่อมีข้อมูลออกมามากขึ้น
อีกหนึ่งความสามารถที่ Google ผลักดันอย่างชัดเจนคือ AI สำหรับป้องกันภัยไซเบอร์ โดย Argon สามารถช่วยค้นหา ตรวจสอบ และแก้ไขช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ได้

Google ระบุว่า Argon ทำคะแนนสูงสุดร่วมที่ 68% บน CWE-bench v1 ซึ่งเป็นการทดสอบความสามารถในการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัย และยังถูกนำไปใช้ในโครงการ Scan for Good ของ Wiz เพื่อค้นหาความเสี่ยงในโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ
ด้วยความสามารถด้าน Cybersecurity ที่ทรงพลัง Google จึงเลือกเปิด Argon ให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยที่ผ่านการคัดเลือกทดลองใช้งานก่อน เพื่อให้สามารถทดสอบความเสี่ยงและปรับปรุงระบบป้องกันก่อนเปิดให้ใช้งานในวงกว้าง
Google พัฒนาให้ Argon รับมือกับความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด การโจมตีแบบ Indirect Prompt Injection และพฤติกรรมที่อาจเบี่ยงเบนจากเป้าหมายของผู้ใช้
บริษัทกำลังใช้ระบบตรวจสอบกระบวนการคิดและการทำงานของโมเดล รวมถึงเพิ่มความปลอดภัยให้สภาพแวดล้อม Sandbox ก่อนการฝึกหรือทดสอบงานที่มีความเสี่ยงสูง
สำหรับนักพัฒนา Google ระบุราคาเปิดตัวของ Gemini 4 Argon ที่ 2 เหรียญต่อล้าน Input Tokens และ 10 เหรียญต่อล้าน Output Tokens ส่วน Cached Input Tokens ลดราคา 95% จากราคาปกติ
ในช่วงแรก Google จะทยอยขยายการเข้าถึงไปยังลูกค้า API แบบชำระเงินและสมาชิก Google AI Ultra ก่อน จากนั้นจึงขยายไปยังนักพัฒนา องค์กร และผู้บริโภคทั่วไป โดยยังไม่ได้ประกาศวันเปิดให้ใช้งานในวงกว้างออกมา
ที่มา blog.google






