
เรียกว่าเป็นการกลับมาที่แฟน ๆ รอกันยาวนานถึง 20 ปี สำหรับภาพยนตร์แฟชันระดับไอคอนอย่าง The Devil Wears Prada ที่กำลังจะมีภาคต่อให้ได้ติดตามกันอีกครั้ง

ย้อนกลับไปในปี 2006 โลกตอนนั้นยังไม่รู้จัก iPhone ด้วยซ้ำ เทคโนโลยีมือถือยังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านระหว่าง “โทรศัพท์มือถือ” กับ “สมาร์ตโฟน” แบบที่เราใช้กันในปัจจุบัน
ถ้าพูดถึงตัวแม่สายแฟอย่าง มิแรนด้า พรีสต์ลีย์ (รับบทโดย Meryl Streep) และ แอนดี้ แซคส์ (รับบทโดย Anne Hathaway) อุปกรณ์ที่พวกเธอใช้ในเรื่องก็สะท้อนยุคสมัยนั้นได้ชัดเจนไม่แพ้เสื้อผ้าบนรันเวย์ วันนี้ CEEi จะพาย้อนอดีตส่อง “มือถือของตัวแม่” ใน The Devil Wears Prada ภาคแรกกัน
มือถือของ แอนดี้ แซคส์ที่โผล่มาในภาพยนตร์ภาคแรกคือ T-Mobile Sidekick II หรือที่รู้จักในชื่อ Danger Hiptop 2 หนึ่งในอุปกรณ์ที่เรียกได้ว่า “ล้ำยุคเกินเวลา” ในยุคที่คนส่วนใหญ่ยังใช้มือถือปุ่มกดธรรมดา Sidekick II กลับเสนอแนวคิดที่ใกล้เคียงสมาร์ตโฟนยุคใหม่แบบไม่น่าเชื่อ

สามารถออนไลน์ตลอดเวลาด้วย GPRS แชตแบบเรียลไทม์ผ่าน AIM / MSN ใช้อีเมลและท่องเว็บ HTML ได้จริง มี App Catalog ให้โหลดคอนเทนต์เพิ่มเติม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น “ก่อน” การมาของ iPhone ในปี 2007
สิ่งที่ทำให้ Sidekick II กลายเป็นภาพจำ ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์ แต่คือ “ดีไซน์” หน้าจอสามารถสไลด์แล้ว “หมุนเด้ง” ขึ้นมาได้ถึง 180 องศา เผยให้เห็นคีย์บอร์ด QWERTY เต็มรูปแบบที่ซ่อนอยู่ด้านล่าง

นี่คือมือถือที่ออกแบบมาเพื่อ “การสื่อสาร” อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการแชต อีเมล หรือพิมพ์ข้อความยาว ๆ ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเร็วและสะดวกมาก เสริมด้วย scroll wheel และปุ่มลัด “Jump” ที่ทำให้การใช้งานลื่นไหลกว่ามือถือทั่วไป
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือระบบ auto-backup ข้อมูลขึ้นเซิร์ฟเวอร์ของ Danger พูดง่าย ๆ คือ รายชื่อ ปฏิทิน หรือโน้ต จะถูกเก็บไว้บนคลาวด์โดยอัตโนมัติ แนวคิดเดียวกับ iCloud หรือ Google Account ที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน ถ้ามองว่านี่คือปี 2006 นี่ถือเป็นมือถือที่ “ล้ำอนาคต” อย่างแท้จริง
มาดูเรื่องสเปกกันบ้าง รุ่นนี้มาพร้อม หน้าจอ 2.6 นิ้ว กล้อง 0.3MP พร้อมแฟลช + กระจกเซลฟี่ RAM 32MB / ความจุ 16MB ไม่มี Wi-Fi, Bluetooth หรือ GPS แบตเตอรี่ถอดเปลี่ยนได้ แม้สเปกจะดูธรรมดาในสายตาปัจจุบัน แต่ในเวลานั้นมันคือหนึ่งในมือถือที่ “ครบเครื่อง” ที่สุดแล้ว
Sidekick II ไม่ได้เป็นแค่อุปกรณ์สื่อสาร แต่กลายเป็น “แฟชันไอเท็ม” บนพรมแดงฮอลลีวูด คนดังอย่าง Paris Hilton และ Tony Hawk ต่างก็เคยใช้รุ่นนี้ ทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของไลฟ์สไตล์ยุค 2000s การที่มันไปโผล่ใน The Devil Wears Prada ก็ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ “ตัวแม่สายแฟ และเทคโนโลยีล้ำยุค” ได้อย่างลงตัว
ฝั่งของมิแรนด้า พรีสต์ลีย์ (รับบทโดย Meryl Streep) เลือกใช้ Motorola Razr V3 หนึ่งในมือถือที่นิยามคำว่า “เท่” ของยุค 2000s ได้ชัดที่สุด ไม่ใช่แค่เพราะมันบาง แต่มันเปลี่ยนมือถือให้กลายเป็นแฟชันไอเท็มจริง ๆ

ทันทีที่เปิดตัวก็สร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดมือถือทันที ด้วยความบางเพียงประมาณ 13.9 มิลลิเมตร หนักเพียง 95 กรัม ขึ้นแท่นหนึ่งในโทรศัพท์ฝาพับที่บางที่สุดในโลกในยุคนั้น เมื่อรวมกับบอดี้อะลูมิเนียมและฝาพับ (clamshell) ที่ให้ฟีลพรีเมียมเกินมือถือทั่วไป ทำให้มันไม่ใช่แค่โทรศัพท์ แต่คือ “เครื่องประดับ” ที่หยิบขึ้นมาใช้แล้วดูดีทันที
อีกหนึ่งจุดขายที่คนยังจำได้คือ “คีย์แพดโลหะชิ้นเดียว” ที่มีปุ่มกดถูกสลักจากแผ่นโลหะ พร้อมไฟ backlight สีฟ้า ให้ความรู้สึกล้ำและแตกต่างจากมือถือปุ่มยางในยุคเดียวกัน สัมผัสการใช้งานจึงไม่ใช่แค่กดแต่เป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่
Razr V3 มาพร้อมหน้าจอคู่จอด้านนอกสำหรับดูเวลา แจ้งเตือน หรือสายเรียกเข้า รวมถึงส่องถ่ายเซลฟี่ โดยไม่ต้องเปิดเครื่อง ส่วนจอด้านในขนาด 2.2 นิ้ว ให้ภาพสีคมชัดในมาตรฐานยุคนั้น เพียงพอสำหรับการใช้งานทุกวัน ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งาน “สะดวก” โดยไม่ทิ้งความ “ดูดี”

แม้จะไม่ใช่สมาร์ตโฟนเต็มตัว แต่ Razr V3 ก็มีฟีเจอร์ครบสำหรับคนยุคนั้น รองรับเสียงเรียกเข้า MP3 มีกล้อง VGA ซูมดิจิทัล 4 เท่าสำหรับถ่ายภาพและวิดีโอสั้น รองรับ Bluetooth ซึ่งถือว่าล้ำมากในเวลานั้น ส่วนแบตเตอรี่ Li-Ion 680 mAh ใช้โทรได้สูงสุด 7 ชั่วโมง, สแตนบายได้สูงสุด 280 ชั่วโมง
สิ่งที่ทำให้ Razr V3 ต่างออกไป คือการก้าวข้ามจาก “อุปกรณ์” ไปเป็น “สัญลักษณ์” นี่คือมือถือคู่ใจของเหล่าคนดัง ไม่ว่าจะเป็น Madonna, Britney Spears, Beyoncé George Clooney รวมถึง David Beckham นักฟุตบอลชื่อดังที่เป็นแฟชันไอคอน
ความสำเร็จของ Razr V3 คือทำยอดขายทั่วโลกไปถึง 130 ล้านเครื่องกลายเป็นหนึ่งในมือถือที่ขายดีที่สุดตลอดกาล และเป็นโมเดลสำคัญที่ทำให้ Motorola กลับมาครองกระแสอีกครั้งในช่วงนั้น

การมาของ The Devil Wears Prada 2 ไม่ใช่แค่การกลับมาของตัวละครระดับตำนาน แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าโลก “สื่อ + แฟชัน + เทคโนโลยี” เปลี่ยนไปไกลแค่ไหน
จากยุคมือถือที่เน้นแชตและอีเมล ก้าวสู่ยุคสมาร์ตโฟนอย่าง iPhone ที่ทุกอย่างอยู่ในมือตั้งแต่โซเชียลมีเดีย AI ไปจนถึงคอนเทนต์แบบเรียลไทม์ในโลกยุคใหม่ มิแรนด้าจะยัง “คุมเกม” ได้เหมือนเดิมหรือไม่ มาร่วมหาคำตอบในโรงภายนตร์ Major Cineplx ใกล้บ้านคุณ





