
ETDA เดินหน้าผลักดัน ETR เอกสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์ ยกระดับเอกสารสิทธิรูปแบบกระดาษสู่ดิจิทัล รองรับการถือครองและโอนสิทธิได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ใบตราส่งสินค้า ตั๋วแลกเงิน และตราสารเปลี่ยนมืออื่น ๆ
แม้โลกการค้าจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลมานานแล้ว แต่หลายกระบวนการสำคัญของการค้า การขนส่ง และการเงินระหว่างประเทศ เอกสารกระดาษยังคงเป็น “หลักฐาน” ที่ใช้ยืนยันสิทธิและความเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นใบตราส่งสินค้า ตั๋วเงิน หรือเอกสารเปลี่ยนมือประเภทต่าง ๆ ส่งผลให้การดำเนินธุรกรรมยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านเวลา ต้นทุน และความซับซ้อนในการจัดการเอกสาร
ด้วยเหตุนี้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) จึงเดินหน้าผลักดัน “ETR” หรือ Electronic Transferable Records หรือ “เอกสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์” ให้เป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ เพื่อยกระดับการค้าไทยสู่ยุค Digital Trade อย่างเต็มรูปแบบ

ล่าสุด ETDA ร่วมกับกรมเจ้าท่า สมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพฯ สมาคมธนาคารไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดเวทีเสวนา “ETR พลิกเกมการค้าไทย สู่ธุรกรรมดิจิทัลไร้รอยต่อ” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและสะท้อนความพร้อมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนระบบเอกสารสิทธิในรูปแบบดิจิทัล
นางสาวขนิษฐ์ ผาทอง ที่ปรึกษา ETDA กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานมานานกว่า 20 ปี และภาคธุรกิจคุ้นเคยกับการใช้งานเอกสารดิจิทัล เช่น e-Contract หรือ e-Invoice มากขึ้น แต่ยังมีเอกสารสำคัญบางประเภทที่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่มั่นใจว่าสามารถเปลี่ยนเป็นดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์
โดยเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการถือครองสิทธิและการโอนสิทธิ เช่น ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading) ตั๋วแลกเงิน หรือเช็ค ซึ่งตามหลักการเดิมจำเป็นต้องอาศัย “ต้นฉบับ” ในการพิสูจน์สิทธิ
ในระดับสากล หลายประเทศได้เริ่มนำกฎหมายต้นแบบว่าด้วยเอกสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ MLETR (Model Law on Electronic Transferable Records) ของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNCITRAL) มาปรับใช้แล้ว เพื่อให้เอกสารดิจิทัลมีผลทางกฎหมายเทียบเท่ากับเอกสารกระดาษ
ขณะที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับ ETR และสร้างความชัดเจนทางกฎหมายสำหรับการใช้งานในอนาคต

นางสาวพลอย เจริญสม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ETDA อธิบายว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการมากที่สุดคือ “ความมั่นใจ” ว่าเอกสารดิจิทัลสามารถใช้แสดงสิทธิ โอนสิทธิ และบังคับใช้ทางกฎหมายได้เช่นเดียวกับเอกสารต้นฉบับ
ปัจจุบันแม้กฎหมายไทยจะรองรับสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และระบบ Digital ID แล้ว แต่ยังมีเอกสารบางประเภทที่ไม่สามารถใช้ไฟล์ดิจิทัลทั่วไปทดแทนได้
ตัวอย่างเช่น หากใช้ไฟล์ PDF ของใบตราส่งสินค้า แม้จะส่งให้ผู้รับแล้ว แต่ผู้ส่งยังคงมีสำเนาอยู่ในระบบ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าใครคือผู้ถือสิทธิที่แท้จริง และอาจนำไปสู่ปัญหาการอ้างสิทธิซ้ำซ้อน ดังนั้น ETR จึงถูกออกแบบมาเพื่อให้เอกสารดิจิทัลสามารถทำหน้าที่เสมือน “ต้นฉบับเพียงฉบับเดียว” ได้อย่างแท้จริง

ETDA ระบุว่า การพัฒนา ETR จะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
หลักการเหล่านี้จะช่วยให้เอกสารดิจิทัลสามารถทำงานได้ไม่ต่างจากเอกสารต้นฉบับในโลกจริง แต่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และตรวจสอบได้มากกว่า
นอกเหนือจากการผลักดันกฎหมาย ETDA ยังเตรียมสร้างระบบนิเวศรองรับ ETR โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ให้บริการ และภาคธุรกิจเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมออกแบบแนวทางการพัฒนาระบบ
พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พัฒนา “Self-Assessment Checklist” หรือแนวทางประเมินความพร้อมของระบบ เพื่อให้ผู้พัฒนาและผู้ให้บริการสามารถตรวจสอบได้ว่าระบบของตนสอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานสากลหรือไม่
ในอนาคต เครื่องมือดังกล่าวอาจถูกต่อยอดไปสู่ระบบรับรองมาตรฐาน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้งาน และลดภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเมื่อเกิดข้อพิพาท

ภายในเวทีเสวนา ผู้แทนจากภาคการขนส่ง การเงิน และภาควิชาการ ต่างเห็นพ้องกันว่า ETR จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย ช่วยลดการพึ่งพาเอกสารกระดาษ เพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินธุรกรรม และสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและประเทศคู่ค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับ ETDA การผลักดัน ETR ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนเอกสารจากกระดาษไปสู่รูปแบบดิจิทัลเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐาน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งความเชื่อมั่น” สำหรับระบบการค้าดิจิทัลของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวทันมาตรฐานสากล และแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลโลกได้อย่างมั่นคงในอนาคต





