
YouTube ถูกจับตาอย่างหนักในสหรัฐฯ หลังมีรายงานว่า คณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐฯ (FTC) กำลังสอบสวนว่าแพลตฟอร์มละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคหรือไม่ จากวิธีการแบนบัญชีและจัดการเนื้อหาของผู้ใช้งาน
แหล่งข่าวระบุว่า FTC เริ่มสอบสวนเรื่องนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว และขณะนี้เข้าสู่ช่วงท้ายของกระบวนการ โดยประเด็นสำคัญคือ YouTube อาจมีนโยบายที่ระบุไว้กับผู้ใช้ แต่ในทางปฏิบัติกลับดำเนินการลบเนื้อหาหรือระงับบัญชีแตกต่างออกไป

ประเด็นที่ FTC ให้ความสนใจคือ ผู้ใช้อาจตัดสินใจใช้แพลตฟอร์มโดยอ้างอิงจากนโยบายเนื้อหาที่ YouTube ประกาศไว้ แต่ภายหลังกลับพบว่าเนื้อหาถูกลบหรือบัญชีถูกระงับ ทั้งที่ผู้ใช้เข้าใจว่าสามารถโพสต์เนื้อหาดังกล่าวได้
Andrew Ferguson ประธาน FTC เคยกล่าวถึงแนวคิดนี้ต่อสาธารณะว่า บริษัทควรปฏิบัติตามนโยบายที่ตัวเองนำเสนอแก่ผู้บริโภค และหน่วยงานจะตรวจสอบบริษัทที่มีคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับนโยบายการแสดงความคิดเห็นออนไลน์ว่าได้ปฏิบัติตามจริงหรือไม่
FTC เคยเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชนเกี่ยวกับนโยบายของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในปี 2025 และได้รับความคิดเห็นมากกว่า 3,000 รายการ โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับการแบนบัญชี การลบโพสต์ และการระงับการสร้างรายได้
หนึ่งในกรณีที่ถูกพูดถึงคือการระงับบัญชีของ Donald Trump และบุคคลทางการเมืองหลายรายหลังเหตุการณ์บุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ก่อนที่บัญชีของ Trump จะได้รับการคืนสถานะในปี 2023 นอกจากนี้ YouTube ยังเคยลบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนและโควิด-19 ซึ่งบริษัทมองว่าเข้าข่ายละเมิดนโยบายข้อมูลเท็จ
การสอบสวนครั้งนี้ ยังไม่ได้หมายความว่า YouTube ทำผิดกฎหมาย และยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นหรือไม่ โดย FTC สามารถยุติการสอบสวนโดยไม่ดำเนินคดี หรือเจรจาข้อตกลงกับบริษัทได้
ที่ผ่านมา ศาลสหรัฐฯ มักให้อำนาจแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียค่อนข้างกว้างในการกำหนดว่าจะลบหรือแสดงเนื้อหาใด โดยมีมาตรา 230 เป็นหนึ่งในกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้อง แต่การสอบสวนของ FTC ครั้งนี้ไม่ได้มองเพียงว่าแพลตฟอร์ม “มีสิทธิ์ลบเนื้อหาหรือไม่” แต่อาจเน้นไปที่ว่า แพลตฟอร์มกำลังปฏิบัติตามนโยบายที่ประกาศต่อผู้ใช้จริงหรือไม่
นอกจาก YouTube แล้ว FTC ยังมีการตรวจสอบประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับ Google และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ทั้งเรื่องโฆษณาบน Search และบริการ AI ที่อาจเกี่ยวข้องกับเด็กและวัยรุ่น หากท้ายที่สุด FTC ตัดสินใจดำเนินคดี กรณีนี้อาจกลายเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญที่กำหนดว่า แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรับผิดชอบต่อคำสัญญาและกฎที่ประกาศกับผู้ใช้มากแค่ไหน
ที่มา bloomberg






