สองผู้ก่อตั้ง Fitbit เปิดตัว Luffu Link สายรัดข้อมือไร้หน้าจอสำหรับผู้สูงอายุ ใช้ AI ติดตามสุขภาพและความปลอดภัย ช่วยให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ขณะที่คนในครอบครัวอุ่นใจขึ้น แม้อยู่ห่างไกล
จากผู้ที่เคยเปลี่ยน “การนับก้าว” ให้กลายเป็นเรื่องปกติบนข้อมือของคนทั่วโลก วันนี้ James Park และ Eric Friedman สองผู้ร่วมก่อตั้ง Fitbit กลับเข้าสู่ตลาดอุปกรณ์สวมใส่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้มุ่งแข่งกับสมาร์ตวอทช์หรือฟีเจอร์สุขภาพสำหรับคนทั่วไป

Luffu Link เลือกใช้ดีไซน์เรียบง่ายคล้ายกำไลข้อมือ ไม่มีหน้าจอ ไม่มีการแจ้งเตือนที่ซับซ้อน และมีให้เลือก 3 สี คือ Halo Gold, Onyx Black และ Sterling Blue ภายในติดตั้งเซ็นเซอร์สำหรับติดตามข้อมูลสุขภาพ เช่น กิจกรรม การนอนหลับ อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ และอัตราการหายใจ พร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานสูงสุด 5 วัน
ความน่าสนใจอยู่ที่การนำ AI เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูล แทนที่จะให้ผู้สูงอายุต้องเปิดดูกราฟหรือแดชบอร์ดด้วยตัวเอง ระบบจะเรียนรู้รูปแบบการใช้ชีวิต และตรวจจับความเปลี่ยนแปลงที่อาจผิดปกติ เช่น กิจกรรมลดลงร่วมกับการนอนหลับที่เปลี่ยนไป หรือข้อมูลสุขภาพบางอย่างที่อาจควรได้รับความสนใจ
ผู้สวมใส่สามารถกดปุ่มบนสายรัดเพื่อบันทึกเสียง เช่น วันนี้ทานยาแล้ว ทานอาหารอะไร หรือรู้สึกไม่สบาย จากนั้นระบบจะนำข้อมูลไปจัดเก็บและเชื่อมโยงกับข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ ในแอป Luffu ส่วนในกรณีฉุกเฉิน เพียงกดปุ่มค้างไว้ก็สามารถส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้ผ่านการเชื่อมต่อ LTE ในตัว โดยไม่จำเป็นต้องมีสมาร์ตโฟนอยู่ใกล้ ๆ

สมาชิกครอบครัวที่ได้รับอนุญาตสามารถดูตำแหน่ง GPS ข้อความเสียง สถานะแบตเตอรี่ รวมถึงข้อมูลสุขภาพล่าสุด เช่น อัตราการเต้นของหัวใจและกิจกรรมก่อนเกิดเหตุได้
แนวคิดของ Luffu Link เกิดจากประสบการณ์ของ James Park ที่ต้องดูแลพ่อแม่จากระยะไกล เขาพบว่าการติดตามข้อมูลสุขภาพของผู้สูงอายุอาจเป็นเรื่องยุ่งยาก ทั้งการค้นหาข้อมูลจากหลายระบบ และการโทรถามอยู่ตลอดเวลาว่าวันนี้เป็นอย่างไร ทานยาหรือยัง หรืออยู่ที่ไหน
Luffu จึงพยายามใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเก็บข้อมูลที่จำเป็นโดยอัตโนมัติ แต่ยังคงออกแบบให้ผู้สูงอายุไม่รู้สึกเหมือนกำลังถูกติดตามตลอดเวลา นอกจากนี้ ระบบยังรองรับการแจ้งเตือนตำแหน่ง เช่น เมื่อผู้สวมใส่เดินทางมาถึงหรือออกจากสถานที่ที่กำหนดไว้

การกลับมาของสองผู้ก่อตั้ง Fitbit ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การสร้างอุปกรณ์ติดตามสุขภาพรุ่นใหม่ แต่เป็นการนำ AI, เซ็นเซอร์ และการเชื่อมต่อมือถือมาใช้ตอบโจทย์ที่หลายครอบครัวกำลังเผชิญ นั่นคือ จะดูแลพ่อแม่หรือผู้สูงอายุจากระยะไกลได้อย่างไร โดยไม่ต้องโทรเช็กทุกวัน แต่ก็ไม่พลาดเมื่อมีบางอย่างผิดปกติ
ที่มา designtaxi






