
ดีอี-ขนส่งเร่งเครื่อง “ยกระดับความปลอดภัย” แอปเรียกรถทั้งระบบ จ่อเชือดแพลตฟอร์ม-ไม่ต่อใบอนุญาตหลังเกิดกรณีคนขับ Bolt ก่อเหตุจนผู้โดยสารหญิงต้องกระโดดหนีออกจากรถกลางทาง
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ร่วมกับกระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงความคืบหน้าการยกระดับมาตรการความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการขนส่งสาธารณะ ภายหลังเกิดเหตุพนักงานขับรถบนแอปพลิเคชัน Bolt ก่อเหตุไม่เหมาะสมจนผู้โดยสารหญิงต้องกระโดดหนีกลางทาง

นายพัชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เผยว่าจากการตรวจสอบพบว่าผู้ก่อเหตุมีการ “สวมสิทธิ์” โดยใช้บัญชีผู้ใช้งานของบิดา และไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ รวมถึงรถที่ใช้ก็ไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะอย่างถูกต้อง ดังนั้นในกรณีนี้จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ
ก่อนหน้านี้ ภาครัฐได้เปิดโอกาสให้แพลตฟอร์มปรับตัว โดยขยายเวลาการลงทะเบียนไรเดอร์ถึง 31 มีนาคมที่ผ่านมา แต่เมื่อยังพบปัญหาและเกิดเหตุซ้ำ จึงต้องเข้าสู่โหมด “เข้มงวดเต็มรูปแบบ”
กรมการขนส่งทางบกเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาพบสถิติการกระทำความผิดของแพลตฟอร์มเรียกรถตั้งแต่ปี 2565 มีทั้งหมด 6,776 ราย ซึ่งเป็นไรเดอร์ของ Bolt สูงถึง 1 ใน 3 ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับไม่มีใบขับขี่สาธารณะและไม่จดทะเบียนรถรับจ้างให้ถูกกฎหมาย

พร้อมเน้นย้ำว่าผู้ให้บริการต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ด้วยการไม่มีการสวมสิทธิ์และไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติให้บริการกับประชาชน รวมถึงต้องมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมอย่างเคร่งครัดจากทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อนเข้ามาให้บริการ
ขณะนี้ทางกรมฯ ได้ดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับแพลตฟอร์มในฐานะตัวการสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิด และ อาจพิจารณาไม่ต่ออายุใบอนุญาตประกอบธุรกิจของ Bolt ที่จะหมดลงในเดือนพฤษภาคมนี้ หากยังไม่มีระบบการกำกับดูแลที่ชัดเจนและโปร่งใสพอ ในกรณีที่ไม่ได้ต่อใบอนุญาตก็จะไม่สามารถให้บริการเรียกรถ รวมถึงอาจโดนปิดกั้นไม่ให้แอปใช้งานได้ในไทยได้
ด้านสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) มองว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ามีความจำเป็นต้องยกระดับความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายให้มากขึ้น โดยกำหนดให้ทุกแพลตฟอร์มต้องใช้ระบบ “ยืนยันตัวตนแบบเข้มข้น” ทุกครั้งก่อนให้บริการ เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้เท่าเทียมกันทั้งระบบ

ที่ผ่านมา ETDA ได้ทำงานร่วมกับกรมการขนส่งทางบกอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดแนวทางในการบังคับใช้กฎหมาย DPS ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเชิญแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องเข้าหารือ เพื่อยกระดับมาตรการตรวจสอบบุคคลผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์ม หากแพลตฟอร์มใดไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด อาจนำไปสู่การระงับการให้บริการได้
พร้อมกันนี้ กระทรวง DE ยังมีแนวทางปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มโทษทั้งทางแพ่งและอาญาต่อแพลตฟอร์มที่ไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงที่จดแจ้งไว้
ตัวแทนจากแอปพลิเคชัน “โบลท์” ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยขณะนี้ได้ระงับบัญชีผู้ก่อเหตุถาวรและกำลังเร่งเยียวยาผู้เสียหาย พร้อมชี้แจงว่าที่ผ่านมาบริษัทได้บล็อกพนักงานขับรถที่ผิดกฎหมายไปแล้วกว่า 40,000 ราย และพยายามจูงใจให้พนักงานเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องผ่านโครงการต่าง ๆ

ทางแพลตฟอร์มระบุถึงข้อจำกัดในฐานะที่เป็นเพียงตัวกลาง (Marketplace) ไม่ใช่นายจ้างโดยตรง ทำให้การควบคุมไรเดอร์มีความซับซ้อน แต่ยืนยันพร้อมที่จะร่วมมือกับภาครัฐในการปิดช่องว่างของระบบ และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางให้มากขึ้น เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการและขับเคลื่อนธุรกิจในประเทศไทยต่อไป
ในเบื้องต้นพนักงานสอบสวนสน.หนองแขมได้แจ้งข้อหาหนักแก่ผู้ก่อเหตุ ทั้งหน่วงเหนี่ยวกักขัง (โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท) และพรากผู้เยาว์ (จำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี และมีโทษปรับตั้งแต่ 40,000-200,000 บาท) หากพบความผิดอื่นก็จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม
ขณะที่ภาครัฐฝากเตือนประชาชนให้เลือกใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันและพนักงานขับรถที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ร่วมกับกระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงความคืบหน้าการยกระดับมาตรการความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการขนส่งสาธารณะ ภายหลังเกิดเหตุพนักงานขับรถบนแอปพลิเคชัน Bolt ก่อเหตุไม่เหมาะสมจนผู้โดยสารหญิงต้องกระโดดหนีกลางทาง
ก่อนหน้านี้ทั้งกระทรวงคมนาคมและกระทรวงดิจิทัลฯ เอง ก็พยายามสนับสนุนให้แพลตฟอร์มที่ให้บริการขนส่งสาธารณะ จัดการระบบให้เป็นไปตามที่ได้ยื่นจดแจ้งไว้กับทาง สพธอ. หรือ ETDA โดยได้มีการขยายระยะเวลาลงทะเบียนไรเดร์มาจนถึงวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา
นายพัชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เผยว่าจากการตรวจสอบพบว่าผู้ก่อเหตุมีการ “สวมสิทธิ์” โดยใช้บัญชีผู้ใช้งานของบิดา และไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ รวมถึงรถที่ใช้ก็ไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะอย่างถูกต้อง ดังนั้นในกรณีนี้จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ
กรมการขนส่งทางบกเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาพบสถิติการกระทำความผิดของแพลตฟอร์มเรียกรถตั้งแต่ปี 2565 มีทั้งหมด 6,776 ราย ซึ่งเป็นไรเดอร์ของ Bolt สูงถึง 1 ใน 3 ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับไม่มีใบขับขี่สาธารณะและไม่จดทะเบียนรถรับจ้างให้ถูกกฎหมาย
พร้อมเน้นย้ำว่าผู้ให้บริการต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ด้วยการไม่มีการสวมสิทธิ์และไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติให้บริการกับประชาชน รวมถึงต้องมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมอย่างเคร่งครัดจากทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อนเข้ามาให้บริการ
ขณะนี้ทางกรมฯ ได้ดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับแพลตฟอร์มในฐานะตัวการสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิด และ อาจพิจารณาไม่ต่ออายุใบอนุญาตประกอบธุรกิจของ Bolt ที่จะหมดลงในเดือนพฤษภาคมนี้ หากยังไม่มีระบบการกำกับดูแลที่ชัดเจนและโปร่งใสพอ ในกรณีที่ไม่ได้ต่อใบอนุญาตก็จะไม่สามารถให้บริการเรียกรถ รวมถึงอาจโดนปิดกั้นไม่ให้แอปใช้งานได้ในไทยได้
ด้านสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) มองว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ามีความจำเป็นต้องยกระดับความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายให้มากขึ้น โดยกำหนดให้ทุกแพลตฟอร์มต้องใช้ระบบ “ยืนยันตัวตนแบบเข้มข้น” ทุกครั้งก่อนให้บริการ เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้เท่าเทียมกันทั้งระบบ
ที่ผ่านมา ETDA ได้ทำงานร่วมกับกรมการขนส่งทางบกอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดแนวทางในการบังคับใช้กฎหมาย DPS ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเชิญแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องเข้าหารือ เพื่อยกระดับมาตรการตรวจสอบบุคคลผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์ม หากแพลตฟอร์มใดไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด อาจนำไปสู่การระงับการให้บริการได้
พร้อมกันนี้ กระทรวง DE ยังมีแนวทางปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มโทษทั้งทางแพ่งและอาญาต่อแพลตฟอร์มที่ไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงที่จดแจ้งไว้
ตัวแทนจากแอปพลิเคชัน “โบลท์” ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยขณะนี้ได้ระงับบัญชีผู้ก่อเหตุถาวรและกำลังเร่งเยียวยาผู้เสียหาย พร้อมชี้แจงว่าที่ผ่านมาบริษัทได้บล็อกพนักงานขับรถที่ผิดกฎหมายไปแล้วกว่า 40,000 ราย และพยายามจูงใจให้พนักงานเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องผ่านโครงการต่าง ๆ
ทางแพลตฟอร์มระบุถึงข้อจำกัดในฐานะที่เป็นเพียงตัวกลาง (Marketplace) ไม่ใช่นายจ้างโดยตรง ทำให้การควบคุมไรเดอร์มีความซับซ้อน แต่ยืนยันพร้อมที่จะร่วมมือกับภาครัฐในการปิดช่องว่างของระบบ และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางให้มากขึ้น เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการและขับเคลื่อนธุรกิจในประเทศไทยต่อไป
ในเบื้องต้นพนักงานสอบสวนสน.หนองแขมได้แจ้งข้อหาหนักแก่ผู้ก่อเหตุ ทั้งหน่วงเหนี่ยวกักขัง (โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท) และพรากผู้เยาว์ (จำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี และมีโทษปรับตั้งแต่ 40,000-200,000 บาท) หากพบความผิดอื่นก็จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม
ขณะที่ภาครัฐฝากเตือนประชาชนให้เลือกใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันและพนักงานขับรถที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุด





