
โลกกำลังเผชิญปัญหาอัตราการเกิดทั่วโลกกำลังลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงเกินกว่าที่คาดคิด นักวิเคราะห์ชี้ ปัจจัยหลักไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจหรือที่อยู่อาศัยอีกต่อไป แต่คือ “หน้าจอสมาร์ตโฟน” ในมือของคนรุ่นใหม่
ปัจจุบัน กว่า 2 ใน 3 ของประเทศทั่วโลกมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่า 2.1 (อัตราขั้นต่ำที่รักษาเสถียรภาพประชากร) ยิ่งไปกว่านั้น องค์การสหประชาชาติ (UN) เคยคาดการณ์เมื่อ 5 ปีก่อนว่าเกาหลีใต้จะมีเด็กเกิดใหม่ 350,000 คนในปี 2023 แต่ตัวเลขจริงกลับสูงเกินจริงไปถึง 50% โดยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 230,000 คนเท่านั้น
ที่น่ากลัวคือ วิกฤตนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศร่ำรวยอีกต่อไป ประเทศกำลังพัฒนา เช่น เม็กซิโก บราซิล ตูนิเซีย และอิหร่าน ต่างมีอัตราการเกิดลดลงต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาแล้ว ส่งผลให้ประเทศกลุ่มนี้กำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัย”

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า จุดเปลี่ยนที่อัตราการเกิดทั่วโลกดิ่งลงอย่างรวดเร็ว เกิดขึ้นพร้อมกับการแพร่หลายของระบบ 4G และสมาร์ทโฟน (ช่วงปี 2007–2015)
ข้อมูลจาก Financial Times ระบุว่า ครึ่งหนึ่งของอัตราการเกิดที่ลดลงในประเทศร่ำรวยตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เกิดจากการที่คนรุ่นใหม่ไม่มีกำลังซื้อบ้าน และต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่นานขึ้น
นอกจากนี้ การสร้างครอบครัวยังเกิดความเหลื่อมล้ำแบบ “รูปตัว K” คือ กลุ่มคนที่มีการศึกษาสูงและฐานะดียังคงแต่งงานและมีลูกในอัตราคงที่หรือเพิ่มขึ้น แต่อัตราการแต่งงานกลับดิ่งเหวอย่างรุนแรงในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและมีการศึกษาน้อย ซึ่งต้องเผชิญกับความเหงาและความผิดหวังจากการออกเดท
ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ประเทศพัฒนาแล้วทุ่มงบประมาณสวัสดิการเด็กและการลาคลอดเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า แต่อัตราการเกิดกลับลดลงจาก 1.85 เหลือ 1.53 เนื่องจากเงินอุดหนุนอาจช่วยคู่รักที่มีความสุขให้มีลูกเพิ่มขึ้นได้ แต่ไม่สามารถช่วยคนโสดที่ยังหาคู่ไม่ได้ ซึ่งเป็นต้นตอที่แท้จริงของปัญหาในปัจจุบัน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า รัฐบาลไม่สามารถสั่งแบนสมาร์ตโฟนได้ แต่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดคือการจัดหาที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ รวมถึงการออกมาตรการควบคุมหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย เพื่อดึงคนรุ่นใหม่ให้ออกมาจากโลกเสมือนจริง และเยียวยา “คนรุ่นที่แตกแยกและผิดหวัง” ให้กลับมาเชื่อมต่อกันในโลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง
ที่มา biznews





