
ท่ามกลางปัญหาชิปขาดแคลนสร้างความกังวลให้อุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนและเทคโนโลยีที่จะทำให้ต้นทุนชิ้นส่วนสูงขึ้น และดูเหมือนว่า Samsung จะไม่สามารถต้านทานต้นทุนที่สูงขึ้นได้
สื่อต่างประเทศรายงานว่า Samsung สหรัฐอเมริกาได้ปรับราคาสมาร์ตโฟน Samsung Galaxy ที่ขายอยู่หลายรุ่น อย่าง Galaxy Z Flip ความจุ 512GB จากเดิมราคา 1,219.99 เหรียญ เพิ่ม 80 เหรียญเป็น 1,299.99 เหรียญ หรือเพิ่มมาประมาณ 2,600 บาท ส่วน Galaxy S25 Edge และ Galaxy S25 FE เพิ่มมา 80 และ 40 เหรียญ ตามลำดับ แต่สำหรับ Galaxy S26 ซีรีส์ ไม่ได้มีการปรับราคาขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากเครื่องที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกานั้น มีราคาเปิดตัวที่สูงกว่า Galaxy S25 ซีรีส์อยู่แล้ว ในส่วนของ Galaxy Z Fold7 รุ่นความจุ 512GB และ 1TB ก็มีการปรับขึ้นเช่นเดียวกัน
นอกจากสมาร์ตโฟนแล้ว แท็บเล็ตหลายรุ่นของ Samsung อย่าง Galaxy Tab S11 และ Galaxy Tab S11 Ultra ก็มีการปรับราคาสูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยรุ่นเริ่มต้น ราคาปรับขึ้นมาถึง 100 เหรียญ หรือประมาณ 3,200 บาท ส่วน Galaxy Tab S11 Ultra รุ่นความจุ 1TB ราคาเพิ่มขึ้นถึง 280 เหรียญ หรือประมาณ 9,060 บาทเลยทีเดียว

ด้าน Samsung ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ เกี่ยวกับการขึ้นราคาดังกล่าว แต่การขึ้นราคาก่อนแบบนี้ก็เป็นสัญญาณว่า อุปกรณ์รุ่นใหม่ที่เตรียเปิดตัวในอนาคตก็มีแนวโน้มที่จะใช้ราคาที่ขึ้นแล้วเป็นฐาน หมายความว่าผู้บริโภคจะต้องซื้อของที่แพงขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
หากมองในแง่ของผู้ผลิตแล้ว Samsung ถือว่าเป็นผู้ผลิตสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตรายใหญ่ของโลก แต่แม้ว่าจะเป็นรายใหญ่ก็ไม่สามารถรับมือคลื่นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ นี่อาจเป็นสัญญาณที่น่าคิดสำหรับ Apple ว่า ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ Apple จะปรับราคาขึ้นตาม Samsung ไปด้วยหรือไม่ ถ้าดูจาก MacBook Air และ MacBook Pro ที่เพิ่งเปิดตัวไป แม้ว่าจะได้ความจุที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ก็มีราคาที่สูงขึ้นตามไปด้วย
ปัจจุบัน บริษัทที่จำหน่ายฮาร์ดแวร์อย่าง Apple และ Samsung กำลังประสบปัญหาต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ สาเหตุหลัก ๆ เพราะดาตาเซนเตอร์ AI มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ชิปอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสัญญากับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่มีกำไรมากกว่า ผู้ผลิตชิปอย่าง Samsung, TSMC และ SK Hynix ไม่สามารถผลิตชิปออกมาได้เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ราคาสูงขึ้นตามกลไกตลาด
ระหว่างการแถลงผลประกอบการของ Apple ในเดือนมกราคม ทิม คุก (Tim Cook) ซีอีโอกล่าวว่าต้นทุนหน่วยความจำไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทในไตรมาสแรก แต่จะมีผลกระทบมากขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสที่ 2 ซึ่ง Apple มีกำหนดจะแถลงผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ในวันที่ 30 เมษายนนี้
กั๊ว หมิง จี (Ming Chi-Kuo) นักวิเคราะห์ฝั่ง Apple ชื่อดังบอกว่า บริษัทจะยังสามารถคงราคาของ iPhone 18 ไว้เท่ากับ iPhone 17 ได้ โดยบริษัทจะแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเอาไว้เอง เพื่อให้ส่วนแบ่งตลาดของ iPhone ยังคงเติบโตได้ ในขณะที่ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนฝั่ง Android ต่างเริ่มเพิ่มราคาสมาร์ตโฟนกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นชัดว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนจากสงครามนวัตกรรมไปสู่สงครามต้นทุนมากขึ้น โดย Samsung เลือกปรับราคาขึ้นเพื่อรักษาอัตรากำไร ขณะที่ Apple อาจเลือกแบกรับต้นทุนเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด กลยุทธ์ที่ต่างกันนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าในระยะกลาง ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับราคาหรือแบรนด์และ ecosystem มากกว่ากัน หากผู้บริโภคเริ่มอ่อนไหวต่อราคามากขึ้น ฝั่ง Android อาจเสียเปรียบ แต่ถ้าตลาดยังยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ที่ดีกว่า Apple ก็มีโอกาสขยายฐานลูกค้าได้ต่อเนื่อง
ที่มา MacRumors





