
หลังต่อสู้มานาน 10 ปี ล่าสุดศาลสูงสุดของสหภาพยุโรปมีคำตัดสินยืนให้ Google จ่ายค่าปรับมหาศาลกว่า 4,100 ล้านยูโร ฐานผูกขาดระบบปฏิบัติการ Android ผลักดันบริการของตัวเอง
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2016 เมื่อคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปกล่าวหาว่า Google ใช้อำนาจเหนือตลาด Android เพื่อผลักดันบริการของตัวเอง โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนและผู้ให้บริการเครือข่ายติดตั้ง Google Search, Chrome และแอปของ Google เป็นค่าเริ่มต้นบนอุปกรณ์แอนดรอยด์ที่จำหน่ายในยุโรป ส่งผลให้คู่แข่งแทบไม่มีโอกาสเข้าถึงผู้ใช้งาน

ด้วยส่วนแบ่งตลาด Android ที่สูงกว่า 80% ในหลายประเทศของยุโรป ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการกีดกันการแข่งขันและสร้างความได้เปรียบให้กับธุรกิจค้นหาของ Google อย่างไม่เป็นธรรม
เดิมทีคณะกรรมาธิการยุโรปสั่งปรับ Google เป็นเงิน 4,340 ล้านยูโร ในปี 2018 ก่อนจะปรับลดเหลือ 4,130 ล้านยูโร (155,750 ล้านบาท) หลังการอุทธรณ์บางส่วน โดยระบุว่าบทลงโทษคำนวณจากรายได้โฆษณาบน Android ในเขตเศรษฐกิจยุโรป และสั่งให้ Google ยุติพฤติกรรมที่ละเมิดกฎหมายภายใน 90 วัน
ล่าสุดศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (CJEU) ซึ่งเป็นศาลสูงสุดของยุโรป ได้ยกคำอุทธรณ์ของ Google และบริษัทแม่ Alphabet พร้อมยืนยันว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ตีความกฎหมายผิด และเห็นว่าข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับ Android ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม จึงคงบทลงโทษทางการเงินไว้

คดีนี่ไม่ใช่คดีผูกขาดเพียงคดีเดียวที่ Google แพ้ในยุโรป ก่อนหน้านี้บริษัทก็ถูกปรับ 2,400 ล้านยูโร จากคดีเปรียบเทียบบริการค้นหาสินค้า (Google Shopping) และแพ้การอุทธรณ์ครั้งสุดท้ายไปเมื่อปี 2024
แม้คดี Android จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ Google ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากสหภาพยุโรปต่อเนื่อง ภายใต้กฎหมาย Digital Markets Act (DMA) ซึ่งกำลังตรวจสอบหลายประเด็น ทั้งการให้ความสำคัญกับบริการของ Google ในผลการค้นหา การจำกัดทางเลือกการชำระเงินของนักพัฒนาแอปนอก Play Store รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการจัดอันดับผลการค้นหาข่าวที่อาจไม่เป็นธรรม
ที่มา engadget





