Samsung กำไรพุ่ง 1,800% ท่ามกลางวิกฤตการขาดแคลนชิป AI และความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

THE SUMMARY:

ท่ามกลางเทรนด์ลงทุนในเทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน ผลประกอบการล่าสุดจากธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ของ Samsung สะท้อนถึงความต้องการอันมหาศาลต่อชิป High-Bandwidth Memory (HBM) ได้ดีที่สุด ด้วยกำไรที่พุ่งสูงขึ้นสูงถึง 1,800%

นี่ไม่ใช่การเติบโตแบบปกติ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่ที่ขับเคลื่อนโดยความต้องการชิป HBM และชิปประมวลผลขั้นสูงสำหรับการฝึกฝนโมเดล AI เป็นหลัก และเมื่อมีอุปสงค์สูงกว่าอุปทานอย่างมหาศาล ทำให้ผู้ผลิตชิปอย่าง Samsung กุมอำนาจในการกำหนดราคาตลาด และส่งผลให้ราคาชิปพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบถึงผู้บริโภคทั่วไปแล้วเช่นกัน จากราคาอุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการขาดแคลนชิป

ขณะที่บริษัทไอทียักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft, Google, Amazon และ Meta ต่างเร่งลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ทำให้แต่ละบริษัทจำเป็นต้องใช้ชิป HBM จำนวนมหาศาล และกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันทางธุรกิจด้านนี้ไปโดยปริยาย

แม้ว่าเหล่าผู้ผลิตชิปทั่วโลกไม่เพียงแค่ Samsung จะพยายามเพิ่มกำลังผลิตชิปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่สำหรับโรงงานผลิตชิปขั้นสูงก็ยังไม่สามารถรองรับความต้องการได้ทัน แม้จะเดินสายการผลิตอย่างเต็มกำลังแล้วก็ตาม

ซึ่งสำหรับ Samsung ชิป ‘HBM3’ และ ‘HBM3E’ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญใน GPU สำหรับ AI อันทรงพลังของ Nvidia ทั้งในรุ่น H100 และ B100 ที่ถูกนำไปใช้ใน Data Center ทั่วโลก เพื่อรองรับโมเดล LLM ขนาดใหญ่ อย่าง OpenAI GPT-4 หรือ Gemini ของ Google ที่ต้องรองรับคำสั่งนับร้อยล้านครั้งต่อวัน

แต่แม้ Samsung จะมีแผนการขยายธุรกิจโรงงานรับจ้างผลิตชิป และหน่วยความจำภายในปี 2030 แต่การสร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่จำเป็นต้องใช้เวลา 3–5 ปี กว่าจะสามารถดำเนินการผลิตได้จริง และมีต้นทุนมากกว่า 20,0000 ล้านเหรียญ (667,000 ล้านบาท) ต่อแห่ง ทำให้ภาวะขาดแคลนชิปอาจดำเนินต่อไปอีกหลายปี

และจากกระแสการลงทุนด้าน AI ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ของ Samsung ซึ่งเคยเผชิญวิกฤตอย่างหนักในปี 2023 กลับมาเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่สำคัญของบริษัทอีกครั้ง โดยมีนักวิเคราะห์ประเมินว่าชิป HBM3E ของ Samsung มีราคาต่อกิกะไบต์สูงกว่าหน่วยความจำ DRAM ทั่วไปได้ถึง 5–7 เท่า จนเป็นที่มาของกำไรที่ก้าวกระโดดนั่นเอง

ปัจจุบัน Nvidia ยังคงครองส่วนแบ่งตลาด GPU สำหรับ AI ราว 90% แต่การแข่งขันกำลังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อ AMD เดินหน้ารุกตลาดด้วยชิป Instinct MI300 ขณะที่ Google และ Amazon ก็เร่งพัฒนาชิป AI ของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพา Nvidia ในระยะยาวเช่นกัน

การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นนี้อาจกลายเป็นโอกาสครั้งสำคัญของ Samsung ในธุรกิจรับจ้างผลิตชิป (Foundry) เนื่องจากผู้ออกแบบชิปมีแนวโน้มมองหาทางเลือกนอกเหนือจาก TSMC ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิตชิปสำหรับ GPU หลักให้กับ Nvidia และเป็นผู้นำตลาดโรงงานรับจ้างผลิตชิประดับโลก

อีกทั้งยังมีปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นอีกตัวแปรสำคัญของอุตสาหกรรม หลังสหรัฐฯ จำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงไปยังจีน ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกเริ่มแบ่งออกเป็นหลายภูมิภาค และสำหรับ Samsung การมีฐานการผลิตทั้งในเกาหลีใต้ และการขยายโรงงานในสหรัฐฯ จะช่วยให้บริษัทอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการรองรับความต้องการของลูกค้าฝั่งตะวันตก

ตัวเลขกำไรไม่ได้สะท้อนเพียงแต่การฟื้นตัวของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ Samsung เท่านั้น แต่ยังสะท้อนว่า AI กำลังเปลี่ยนชิปเซมิคอนดักเตอร์ให้กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของโลก และตราบใดที่การลงทุนด้าน AI ยังเดินหน้าต่อ ผู้ผลิตชิปก็ยังมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากกระแสครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด ก็อาจต้องมารอดูต่อไปว่าเทรนด์การลงทุนใน AI จะสามารถรักษากระแสครั้งนี้ไปได้อีกนานเท่าใด เพราะจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา หากถึงจุดอิ่มตัวที่อุปทานสามารถไล่ตามอุปสงค์ได้ทัน ราคาชิปก็อาจจะถูกลงอย่างต่อเนื่องจนกลับสภาวะปกติ แต่ตอนนี้ที่ผู้ผลิตชิปกำลังได้ผลประโยชน์จากกำไรมหาศาล ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ อาจจะต้องทนกับราคาอุปกรณ์ไอทีที่สูงขึ้นกันไปก่อน อย่างน้อยก็อีก 2-3 ปี…

ที่มา: The Tech Buzz

'ช่างภาพ' ที่เขียนคอนเทนต์ได้ หาเงินซื้อเปียกให้แมว 3 ตัว ที่บ้าน

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...