
ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บริษัทไหนที่ปรับตัวไม่ทันก็อาจถูกปล่อยไว้ข้างหลัง แม้แต่ซีอีโอของ Microsoft อย่าง สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ยังกลัวว่าวันหนึ่ง Microsoft จะกลายเป็นแบบ IBM เหมือนกัน
FYI: เรื่องนี้เป็นเนื้อหาจากคดีความของอีลอน มัสก์ และ แซม อัลต์แมน ซึ่งมัสก์ได้ฟ้องอัลต์แมยและ OpenAI ในข้อหาละเมิดสัญญาและฉ้อโกง โดยระบุว่า OpenAI ทิ้งความตั้งใจเดิมที่จะพัฒนา AI เพื่อสาธารณะประโยชน์ แต่เปลี่ยนมาเป็นบริษัทแสวงหากำไรเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ Microsoft
นาเดลล่าให้การต่อคณะลูกขุนของรัฐบาลกลางว่า เขาเคยกลัวว่า Microsoft จะกลายเป็น IBM รายต่อไป ส่วน OpenAI จะกลายเป็น Microsoft แทน คำพูดนี้มาจากอีเมลภายในเดือนเมษายน 2022 ที่ทนายของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ได้เสนอต่อศาล และเผยให้เห็นแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ AI โดย Microsoft ไม่ได้ลงทุน 13,000 ล้านเหรียญใน OpenAI เพียงเพราะเชื่อในการพัฒนา AI โดยไม่แสวงผลกำไรที่ปลอดภัยเพื่อมนุษยชาติ แต่เพราะ Microsoft จะหมดความสำคัญหากไม่มีบทบาทในยุค AI เลย
บันทึกจากแบรด สมิทธิ์ (Brad Smith) ประธาน Microsoft ถึงคณะกรรมการบริษัทเมื่อเดือนมกราคม 2023 ได้ถูกนำเสนอต่อคณะลูกขุนเช่นกัน สมิทธิ์คาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนสะสมไว้ที่ 92,000 ล้านเหรียญ ทำให้ความร่วมมือระหว่าง Microsoft กับ OpenAI ดูไม่ใช่แค่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ยังเป็นการเดิมพันทางการเงินครั้งใหญ่ของบริษัทซอฟต์แวร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่อาจอยู่รอดในยุค AI ด้วยตัวเองไม่ได้แล้ว

การเปรียบเทียบกับ IBM เรีกยว่าไม่เกินจริง ในทศวรรษ 1980 บริษัทใหญ่อย่าง IBM เป็นผู้สร้าง PC แต่กลับจ้างบริษัทซอฟต์แวร์เล็ก ๆ ในเมืองเรดมอนด์ รัฐวอชิงตันให้ทำระบบปฏิบัติการให้ การตัดสินใจครั้งนั้นทำให้ Microsoft เติบโตขึ้นมา และทำให้ IBM ค่อย ๆ เริ่มหายไปจากแนวหน้าของอุตสาหกรรม นาเดลล่ามองว่าสถานการณ์นี้อาจซ้ำรอยได้ในยุคของ AI เพราะ OpenAI กำลังสร้างเครื่องมือรวมถึงฮาร์ดแวร์ ส่วน Microsoft กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ หาก OpenAI กลายเป็นแพลตฟอร์มหลัก และ Microsoft เหลือเพียงบทบาทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทที่เคยมีอำนาจในซอฟต์แวร์องค์กรมากว่า 40 ปี อาจค่อย ๆ เลือนหายไปเหมือน IBM ที่เคยมีอำนาจในธุรกิจฮาร์ดแวร์องค์กรมา 30 ปี
ทนายของ มัสก์ใช้ข้อมูลในอีเมลนี้เพื่อชี้ว่าการลงทุนของ Microsoft มีแรงจูงใจในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ต้น และขัดกับภาพลักษณ์ของ OpenAI ในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไร แม้นาเดลลาจะบอกว่าความร่วมมือนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย แต่อีเมลดังกล่าวชี้ชัดว่าไม่ได้มีรายละเอียดเรื่องความปลอดภัยของ AI เป็นหลัก แต่เป็นเรื่องความอยู่รอดของ Microsoft
ตัวเลขผลตอบแทนกว่า 92,000 ล้านเหรียญในบันทึกของสมิทธิ์ถูกส่งถึงคณะกรรมการ Microsoft เพียงเดือนเดียวก่อนที่บริษัทจะประกาศการลงทุนใน OpenAI อีก 10,000 ล้านเหรียญ ดันเป็นช่วงเวลาที่ ChatGPT เพิ่งเปิดตัวให้ใช้งานโดยทั่วไปไม่ถึง 2 เดือน รูปแบบการลงทุนของ Microsoft ถือว่ามีความชัดเจนอยู่แล้ว โดย Microsoft เป็นผู้ให้บริการคลาวด์แต่เพียงผู้เดียวสำหรับโมเดล AI ของ OpenAI และมีสิทธิ์เชิงพาณิชย์ในการนำโมเดลเหล่านั้นไปขายต่อผ่าน Azure
ทำให้ภาพเงินกว่า 13,000 ล้านเหรียญไม่ใช่เงินบริจาคให้กับองค์กรไม่แสวงหากำไร แต่เป็นเหมือนเงินดาวน์เพื่อแลกกับอำนาจจัดจำหน่ายเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของทศวรรษ ปัจจุบัน OpenAI มีมูลค่า 852,000 ล้านเหรียญ โดยมี Microsoft ถือหุ้น 27% ส่วนมูลนิธิไม่แสวงหากำไรที่ควรทำหน้าที่กำกับดูแลเทคโนโลยียังคงถือหุ้น 26%
ที่มา The Next Web





