
The Wall Street Journal รายงานเทรนด์ใหม่ในโลกสุขภาพ เมื่อ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยผู้ป่วยและแพทย์วินิจฉัยโรคปริศนาหายากได้อย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ยามเจ็บป่วย สิ่งที่น่ากลัวพอๆ กับตัวโรค คือการ “ไม่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นอะไร” หลายคนที่ป่วยเป็นโรคหายาก (Rare Diseases) ต้องเดินสายเข้าออกโรงพยาบาลหลายแห่ง ใช้เวลาเฉลี่ยมากกว่า 5 ปี เพียงเพื่อจะได้รู้ชื่อโรคของตัวเองจะได้รักษาต่อได้อย่างตรงจุด
นั่นจึงทำให้ผู้ป่วยม คนในครอบครัว รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์หันมาใช้ AI เพื่อช่วยระบุอาการป่วยมากขึ้น เพราะ AI มีความสามารถพิเศษในการระบุโรคหายากและวินิจฉัยยาก เนื่องจากแพทย์ไม่ค่อยได้พบเจอโรคเหล่านี้

วิเคราะห์โครงหน้า-อ่าน ECG: เคสจริงที่ AI ช่วยชีวิต
ความโดดเด่นของ AI อยู่ที่ความสามารถในการจับแพตเทิร์นและเชื่อมโยงข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งถูกนำมาประยุกต์ใช้ในหลายรูปแบบ เช่น
แม่นยำกว่ามนุษย์ แต่ยังแทนที่ “หมอจริง”ไม่ได้
ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA พบว่าเมื่อลองนำเคสโรคหายากที่ซับซ้อน 90 เคสมาทดสอบ แชตบอต AI สามารถทายโรคได้ถูกต้องถึง 10–13% ในขณะที่การให้แพทย์ทบทวนจากประวัติการรักษาแบบดั้งเดิมทำได้ถูกต้องราว 5.6%
แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า AI ยังคงมีข้อจำกัด เนื่องจากโมเดลเก่งได้ตามฐานข้อมูลที่ใช้เทรน (Training Data) ซึ่งโรคหายากยังมีภาพถ่ายและข้อมูลดิจิทัลน้อยมาก ดังนั้น AI ในปัจจุบันจึงทำหน้าที่เป็นเหมือน “ผู้ช่วยค้นข้อมูล” ที่ช่วยบีบวงแคบและแนะนำแนวทางตรวจเท่านั้น แต่การวินิจฉัยและตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงต้องพึ่งพาประสบการณ์ของแพทย์มนุษย์อยู่ดี
ที่มา wsj






