
ต้นสัปดาห์นี้เอง Google ได้จัดงานในแบบ Android Show ที่มาพร้อมกับการเปิดตัวฟีเจอร์สำคัญอย่าง Gemini Intelligence ซึ่งจะเริ่มให้ใช้งานในช่วงฤดูร้อน นำโดยสมาร์ตโฟน Pixel และ Samsung ก่อน แต่ด้วยความต้องการระบบที่ค่อนข้างสูง อาจทำให้สมาร์ตโฟนหลายรุ่นในตลาดอาจไม่ได้ใช้ฟีเจอร์นี้
Gemini Intelligence เป็นชื่อเรียกฟีเจอร์ AI ที่ล้ำสมัยของ Google เช่น ฟีเจอร์แปลงเสียงเป็นข้อความอย่าง Rambler ของ Gboard, ฟีเจอร์กรอกข้อมูลอัตโนมัติของ Chrome ที่สามารถจัดการแบบฟอร์มที่มีความซับซ้อนมากกว่าเดิมได้ และ Create My Widget เป็นต้น ซึ่ง Gemini Intelligence ถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจสำหรับอุปกรณ์ Android แต่สิ่งที่เราต้องรู้ด้วยคือความต้องการด้านสเปกสำหรับใช้งาน Gemini Intelligence ครับ
อันดับแรกเลย Gemini Intelligence ต้องการแรมขั้นต่ำ 12GB จริง ๆ แค่เรื่องแรมก็ทำให้สมาร์ตโฟนหลายรุ่นหลายโมเดลในตลาดหมดสิทธิ์ใช้ฟีเจอร์นี้แล้ว และจะต้องรองรับ AI Core และ Gemini Nano v3 หรือสูงกว่าด้วย โดย Google มีรายชื่ออุปกรณ์ที่รองรับ Nano v3 ระบุบนหน้าเว็บไซต์แล้วด้วย

อุปกรณ์ที่รองรับ nano-v3 ตามที่ Google ระบุจะเป็นรุ่นที่วางจำหน่ายในปี 2026 หากดูจากตารางข้างต้น แม้แต่ Pixel เองก็มีเฉพาะ Pixel 10 ซีรีส์เท่านั้น ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าอนาคตจะมีการรองรับอุปกรณ์อื่น ๆ เพิ่มด้วยหรือไม่
อกำหนดที่เข้มงวดของ Gemini Intelligence สะท้อนทิศทางที่ Google กำลังเดินอยู่อย่างชัดเจน นั่นคือการสร้าง ระบบนิเวศ AI ระดับพรีเมียม ที่ผูกกับฮาร์ดแวร์ล่าสุด แทนที่จะกระจายความสามารถ AI อย่างกว้างขวางแบบที่ Android เคยทำมาในฝั่งอื่น ในส่วนของอุปกรณ์ที่รองรับ Gemini Intelligence นั้น สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่พอสมควร เอกสารของ Google ระบุถึงการรองรับ Gemini Nano Prompt API แต่ไม่ได้บอกแบบชัดเจนว่าอุปกรณ์รุ่นเก่าถูกตัดออกอย่างถาวร นั่นหมายความว่ายังมีความเป็นไปได้ที่ Google จะอัปเดต Nano model ให้กับอุปกรณ์รุ่นเก่าผ่านซอฟต์แวร์ในอนาคต ซึ่งก็ต้องรอการยืนยันจาก Google อีกที
นี่คือสัญญาณว่า AI ออนดีไวซ์ที่ทำงานได้จริงยังต้องการทรัพยากรสูงมาก และดูเหมือนว่า Google จะไม่ลดหย่อนสเปกเพื่อให้ประสบการณ์การใช้งาน AI ได้อย่างลื่นไหลและดีที่สุด
ที่มา Android Authority





