
ผลการศึกษาจากสถาบันวิจัย RAND พบเยาวชนและคนหนุ่มสาวหันไปใช้แชตบอต AI มากขึ้น เพื่อขอคำแนะนำด้านสุขภาพจิตในช่วงที่รู้สึกเศร้า เครียด วิตกกังวล หรือโกรธ
การสำรวจกลุ่มอายุ 12-21 ปีในสหรัฐ พบว่าเยาวชนจำนวนไม่น้อยใช้บริการ AI อย่าง ChatGPT, Gemini หรือ Character.AI เพื่อพูดคุยและขอคำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาทางอารมณ์ สัดส่วนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นจาก 13% ในช่วงต้นปี 2025 เป็น 19% โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ระบุว่าคำแนะนำจาก AI มีประโยชน์ และกว่า 63% ไม่ได้บอกใครว่าตนเองใช้ AI ในลักษณะดังกล่าว

นักวิจัยระบุว่า สัดส่วนผู้ใช้ AI เพื่อดูแลสุขภาพจิตใกล้เคียงกับจำนวนวัยรุ่นที่เข้ารับการบำบัดจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอาจสะท้อนปัญหาการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตที่ยังมีข้อจำกัด ทั้งจากจำนวนผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เพียงพอ ค่าใช้จ่าย หรือความสะดวกในการเข้าถึง
ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า AI ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับภาวะวิกฤตทางสุขภาพจิตโดยตรง โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ใช้มีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือมีภาวะทางจิตเวชรุนแรง จึงอาจเกิดความเสี่ยงจากการได้รับคำแนะนำที่ไม่เหมาะสม หรือการพึ่งพา AI แทนการขอความช่วยเหลือจากบุคคลจริง
แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยอมรับว่า AI สามารถมีบทบาทเชิงบวกต่อสุขภาพจิตได้ในบางเคส เช่น ช่วยฝึกสมาธิ ส่งเสริมการนอนหลับ หรือแชตบอตที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT) ซึ่งมีงานวิจัยบางส่วนสนับสนุนว่าสามารถช่วยบรรเทาอาการวิตกกังวลและซึมเศร้าในระยะสั้นได้
ในช่วงที่ผ่านมา บริษัท AI หลายแห่งต้องเผชิญแรงกดดันและคดีความเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ขณะที่หลายรัฐในสหรัฐฯ เริ่มออกกฎหมายกำหนดมาตรการป้องกันเพิ่มเติม เช่น การส่งต่อผู้ใช้ไปยังบริการช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อพบสัญญาณความเสี่ยงด้านการทำร้ายตนเอง หรือการจำกัดการใช้ AI ในฐานะเครื่องมือบำบัด
ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมและสุขภาพจิตจึงเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลในระดับประเทศ เพื่อประเมินและจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ AI ในบริบทด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ยังอยู่ในช่วงพัฒนาการทางอารมณ์และสังคม





