
ช่วงที่ผ่านมา AI เป็นหัวข้อสำคัญที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หลายบริษัทปลดพนักงานที่เป็นคนจริง ๆ ออกแล้วหันมาใช้ AI แทน แต่ผลสำรวจล่าสุดพบว่าหลายบริษัทอาจตัดสินใจเร็วเกินไป
ที่ผ่านมาหลายบริษัทให้ AI เข้ามาทำงานทดแทนตำแหน่งในออฟฟิศหรือ White-collar jobs อย่างไรก็ตาม มีบริษัทถึง 1 ใน 3 และอาจสูงถึง 50% ที่ใช้ AI ทำงานแทนคน ได้เริ่มจ้างพนักงานบางส่วนกลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า AI Boomerang Effect
รายงานจาก Forrester Research ในช่วงปลายปี 2025 คาดการณ์ว่า กว่าครึ่งหนึ่งของการเลิกจ้างพนักงานที่มีการนำ AI เข้ามาใช้แทน จะถูกยกเลิกและจ้างกลับแบบเงียบ ๆ อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะกลุ่มคนหางานในระดับเริ่มต้นที่อาจจะยังคงหางานยากอยู่ โดย Forrester มองว่าบริษัทต่างๆ อาจใช้โอกาสนี้หันไปจ้างแรงงานต่างประเทศที่มีค่าจ้างถูกกว่าแทน
Gartner ก็ได้เผยแพร่งานวิจัยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยคาดว่า 50% ของธุรกิจที่ยุบตำแหน่งงานฝ่ายบริการลูกค้า จะเปลี่ยนชื่อตำแหน่งและจ้างคนกลับเข้ามาใหม่ภายในปี 2027 นอกจากนี้ ผลสำรวจงานส่วนนี้จากบริษัทกว่า 321 รายเมื่อเดือนตุลาคม 2025 พบว่า มีเพียง 20% เท่านั้นที่ลดจำนวนพนักงานลงจริง ๆ เมื่อ AI ถูกนำมาใช้งานจริง เหตุผลคือ AI ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับซัปพอร์ตพนักงานเหล่านี้มากกว่าจะมาแทนที่มนุษย์จริง ๆ
รายงานจาก Robert Half ที่เผยแพร่ผ่าน Fast Company ระบุข้อมูลที่น่าสนใจว่า 29% ของบริษัทที่ทำการสำรวจ ได้จ้างพนักงานกลับเข้ามาในตำแหน่งเดียวกันกับที่เคยเลิกจ้างไป โดยตำแหน่งที่มีการจ้างกลับสูงสุดคือ
หลายบริษัทพบว่า แม้ AI จะสามารถทำงานหลายอย่างได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่ามนุษย์ แต่คุณภาพของงานที่ลดลง ทำให้องค์กรยังคงต้องการมนุษย์ในการตรวจสอบมากกว่าที่คาดไว้ จากการสำรวจผู้จัดการฝ่ายบุคคลกว่า 2,000 ราย AI มีปัญหาสำคัญดังนี้
แม้ตัวเลขการเลิกจ้างในบริษัทเทคโนโลยีจะยังสูงมากเพราะ AI เข้ามามีบทบาท แต่หลายบริษัทก็เริ่มทบทวนการนำ AI มาใช้ในองค์กรอีกครั้งหลังต้นทุนแฝงสูงกว่าคาด
ตัวอย่าง Uber ซึ่งใช้งบประมาณสำหรับเครื่องมือเขียนโค้ดด้วย AI ของทั้งปี 2026 หมดเกลี้ยงภายในเวลาเพียง 4 เดือน โดยส่วนใหญ่ใช้กับแพลตฟอร์มอย่าง Claude Code และ Cursor ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการหรือซีโอโอของ Uber ออกมายอมรับว่าดูแล้วอาจจะไม่เวิร์คว่าเม็ดเงินที่จ่ายไปคุ้มมากพอกับสิ่งที่พัฒนาขึ้นมารึเปล่า
ปัจจุบัน Uber จึงต้องตั้งเพดานจำกัดงบประมาณการใช้งานเครื่องมือ AI ต่อพนักงานหนึ่งคนในแต่ละเดือน ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งผู้ให้บริการเครื่องมือ AI รายอื่น ๆ ในตลาด ก็เริ่มมีการจำกัดปริมาณการใช้งานของผู้ใช้งานเช่นเดียวกัน เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนการประมวลผลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปรากฏการณ์ AI บูมเมอแรงถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของโลกธุรกิจที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้เทคโนโลยีอย่าง Generative AI จะก้าวหน้ามากขนาดไหน แต่ก็ยังไม่สามารถก้าวเข้ามาทดแทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกมิติ โดยเฉพาะในด้านทักษะเฉพาะทาง ประสบการณ์ ความเข้าใจลึกซึ้งในบริบทขององค์กร และวิจารณญาณในการตรวจสอบความถูกต้อง
ที่มา Techspot





